แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พระพุทธทาส แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พระพุทธทาส แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2554

อุบายรอดตาย

การพ้นความตายที่ดีที่สุด ก็คือตายเสียก่อนตาย

อุบายรอดตาย

      บทเรียนสำคัญประการหนึ่ง จากการผจญภัยในป่าดิบ ซึ่งเป็นข้อเตือนใจมาตลอดชีวิต ของพระอาจารย์ลี ธมฺมธโร แห่งวัดอโศการาม ก็คือ " คนที่จะพ้นตาย ต้องทำตนเหมือนคนตาย"

      ข้อสรุปนี้ท่านได้จากชายแก่คนหนึ่ง ซึ่งรอดชีวิตจากเงื้อมมือของหมีใหญ่ตัวหนึ่ง อย่างหวุดหวิด

      ชายผู้นั้นเล่าว่า เจอหมีตัวนั้นแบบประชิดตัว ขณะที่กำลังหาน้ำมันยางในป่าใหญ่ แกหนีไม่ทันจึงเกิดการต่อสู้กันพัลวันสักพักก็ได้สติ รู้ว่าสู้ไม่ได้แน่ จึงแกล้งล้มนอนแผ่กลางดิน ตัวไม่ไหวติง เหมือนกับตายแล้ว หมีเห็นดังนั้นจึงขึ้นคร่อมตัวแกไว้แล้วหยุดตะปบแก

      ระหว่างที่หมีดึงขาและหัวอยู่นั้น ชายแก่ก็ทำตัวอ่อนไปอ่อนมา จนหมีคิดว่าแกตายแน่แล้ว ก็เดินจากไป บาดแผลที่ได้รับคือหัวถลอกปอกเปิกเท่านั้น ชายแก่บอกหลวงพ่อลีว่า "สัตว์ป่าเป็นอย่างนี้ ถ้าเราเห็นจะสู้ไม่ไหว ต้องทำตัวเหมือนคนตาย"

       ตอนที่ชายแก่ผู้นี้พูดถึงการทำตนเหมือนคนตาย แกนึกถึงอุบายเอาตัวรอดในป่า โดยเฉพาะเวลาเจอสัตว์ร้ายเท่านั้น แต่ถ้ามองให้ลึกแล้ว นี่เป็นวิธีการที่ใช้รับมือกับภยันตรายต่าง ๆ ได้ร้อยแปด แม้กระทั่งเวลาอยู่ในป่าคอนกรีต
 
      ในแง่หนึ่ง การทำตนเหมือนคนตาย คือการทำ 'กาย' ให้แน่นิ่งราวกับตาย แต่ลึกไปกว่านั้น มันยังหมายถึงการทำ 'ใจ' ให้นิ่งเหมือนกับคนตาย หรือนึกไปว่าตนเองได้ตายไปแล้ว เวลาเจอเรื่องวิกฤติหรือประสบเหตุคับขัน การทำใจเช่นนี้จะช่วยให้ไม่พะวงหรืออาลัยในชีวิต ทำให้มีสติคิดอ่านแก้ปัญหาได้อย่างสุขุมรอบคอบ ไม่ตื่นตกใจ

       ความตื่นตกใจเป็นอุปสรรคสำคัญที่สุดก็ว่าได้ เวลาจะเอาตัวรอดในยามคับขัน ไม่ว่าเกิดเหตุไฟไหม้ รถตกคู หรือถูกปล้นจี้ ที่เราตื่นตกใจก็เพราะกลัวตาย แต่หากทำใจว่าได้ตายไปแล้ว หรือพร้อมรับความตาย ใจจะนิ่ง สติจะกลับมา และพร้อมที่จะดึงปัญญามาใช้งานอย่างทันท่วงที โดยไม่ร้อนรนหรือเร่งรีบ

       อย่าว่าแต่เรื่องเสียวไส้เลย แม้แต่ความเจ็บป่วยที่อาจถึงแก่ชีวิต การทำใจให้นิ่งก็ช่วยได้มาก โรคร้ายไม่น่ากลัวเท่ากับความกลัวตาย แต่ถ้าเราพร้อมที่จะตาย หรือนึกว่าตายไปแล้วปล่อยวางทุกสิ่งเหมือนคนตาย ไม่ว่าชีวิต ลูกหลาน หรือทรัพย์สินเงินทอง ความทุรนทุรายก็จะลดลงไปมาก การต่อสู้กับหมีใหญ่เป็นอันตรายต่อชายแก่ในเรื่องที่เล่ามาฉันใด การต่อสู้ขัดขืนความตายในยามนี้ก็เป็นโทษฉันนั้น สู้ทำใจสงบนิ่ง พร้อมเผชิญกับทุกอย่างที่จะเกิดขึ้นมิดีกว่าหรือ บ่อยครั้ง ความตายนั้นเองกลับเป็นฝ่ายจากไป ผู้ป่วยมะเร็งหลายคนรอดชีวิต ไม่ใช่เพราะได้ยาดี แต่เพราะสามารถทำใจให้สงบได้ต่างหาก

      อย่างไรก็ตาม เมื่อถึงคราวที่จะต้องตาย ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องทุกข์เพราะความตายเสมอไป ถ้าเรารู้จักทำใจให้นิ่งพร้อมรับความตาย ปล่อยวางทุกสิ่ง ความตายจะทำอะไรเราได้ จะเรียกว่านี่เป็นวิธีพ้นความตายหรือชนะความตายอีกแบบหนึ่งก็ได้ เพราะความตายไม่สามารถทำให้เราทุกข์ทรมานได้

       แต่การพ้นความตายที่ดีที่สุดก็คือ ตายก่อนตาย อย่างที่ท่านพุทธทาสภิกขุได้สอนไว้ นั่นคือตายจากกิเลส จากการยึดมั่นถือมั่นในตัวตน การตายแบบนี้ เป็นการทำให้ตัวตน หรือตัวกูของกู ตายไปอย่างสิ้นเชิง จึงเหมือนคนตายยิ่งกว่าอะไรดี ด้วยการตายจากตัวตนนี้แหละ ที่เราจะพ้นความตายอย่างแท้จริง เพราะไม่ต้องตายอีกต่อไป และที่ไม่ตายก็เพราะไม่เกิด (เป็นตัวกูของกู) พูดง่าย ๆ ก็คือพ้นจากการเกิดและตาย
 
      การทำตนเหมือนคนตาย จึงเป็นกุศโลบายที่มีประโยชน์สารพัด ใช้ได้กับคนทุกระดับและในทุกสถานการณ์ ลองนึกและฝึกอยู่เสมอ ชีวิตจะโปร่งเบาและสุขสบายขึ้นมาก

โดย รินใจ สมาคมคนน่ารัก


วันอาทิตย์ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ธรรมะคำกลอน ท่านพุทธทาส "คาถาดับสังขาร"


ธรรมะคำกลอน รจนาโดย ท่านพุทธทาส
วันนี้ ว่าด้วยเรื่อง คาถาดับสังขาร

๖๖.ฉสฏฐี...คาถาดับสังขาร

๐ สิ่งปรุงแต่ง ทั้งหลาย ไม่เทียงหนอ
มันเกิดก่อ ตามหน้าที่ มีสังขาร
แล้วก็ดับ เป็นธรรมดา ตามอาการ
ไม่อยู่นาน มันเป็น เช่นนี้แล

๐ สังขารกลุ่มนี้หนอ ก็เหมือนกัน
จะสิ้นสุด ลงในวัน นี้เป็นแน่
ไม่มีใคร เกิดหรือตาย มีได้แต่
สังขารแท้แท้ มันจะดับ โดยธรรมดา

๐ ความสงบ มีเพราะดับ แห่งสังขาร
มันดับเย็น เป็นนิพพาน สิ้นสังสาร์
นามรูปนี้ ดับวันนี้ เป็นกิริยา
ไม่มีเชื้อ กลับมา เกิดอีกแล ฯ

พุทธทาสภิกขุ

กราบนมัสการมาด้วยความเคารพอย่างสูง

คัดลอกจากหนังสือ : หัวข้อธรรมในคำกลอน ท่านพุทธทาส อินทปํยโญ (ฉบับสมบูรณ์)

ธรรมะคำกลอน ท่านพุทธทาส "ดับสังขาร"


ธรรมะคำกลอน รจนาโดยท่านพุทธทาส
วันนี้ ว่าด้วยเรื่อง ดับสังขาร

ท่านสอนถึง สิ่งที่ปรุงแต่งไม่เที่ยง
เกิดขึ้นแล้วก็เปลี่ยนไป
เกิด ผลิ ลับไปต่อหน้า
ไม่ว่าจะอ้อนวอนอย่างไร
ก็ต้องเกิดขึ้นแน่ๆ

เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป
เป็นธรรมดา เป็นธรรมชาติ

๖๕.ปญฺจสฏฐี...ดับสังขาร

๐ อนิจฺจา วต สงฺขารา
"สิ่งที่เหตุ ปรุงขึ้นมา ไม่เที่ยงหนอ !"
อุปาท วยธมฺมิโน : พอ
เกิดแล้วก็ แปรไป เป็นธรรมดา

๐ อุปฺปชฺชิตวา นิรุชฺฌนฺติ
มันเกิด,ผลิ แล้วก็ดับ ลับต่อหน้า
เป็นเช่นนี้ เวียนวัฏฏ์ อยู่อัตรา
ใครจะว่า วอนอย่างไร ไม่ฟังกัน

๐ เตสํ วูปสโม สุโข : แปล
ว่าสุขแท้ คือสงบการ- ปรุงแต่งนั่น
ไม่ปรุงแต่ง ตัวตนอะไร สักสิ่งอัน
ชีวิตดับ หรือไม่, นั้น ไม่เป็นประมาณ ฯ

พุทธทาสภิกขุ

กราบนมัสการมาด้วยความเคารพอย่างสูง

คัดลอกจากหนังสือ : หัวข้อธรรมในคำกลอน พุทธทาส อินทปัญโญ (ฉบับสมบูรณ์)

วันพุธที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ดินสอ กับ ยางลบ


ดินสอ กับ ยางลบ

มีดินสอที่เขียนอย่างไรก็ไม่มีวันหมดอยู่แท่งหนึ่ง
มียางลบที่ลบอย่างไรก็ไม่มีวันหมดอยู่ก้อนหนึ่ง
ฟังดูอาจตลกทุกคนอาจคิดว่าดินสอกับยางลบเป็นของคู่กันแต่ลองอ่านดูก่อนนะครับ
ดินสอแท่งนั้นเป็นเพื่อนกับยางลบก้อนนั้น
ทั้งคู่ไปไหนมาไหนด้วยกันทำอะไรด้วยกัน
หน้าที่ของดินสอก็คือเขียน
มันจึงเขียนทุกที่ทุกอย่างเสมอตลอดเวลาที่อยู่กับยางลบ
หน้าที่ของยางลบก็คือลบ มันจึงลบทุกอย่างที่ดินสอเขียนทุกที่ทุกเวลา

เวลาผ่านไปนานหลายสิบปี ทุกอย่างก็ยังดำเนินเหมือนเดิมเรื่อยมา
จนกระทั่งดินสอเอ่ยกับยางลบว่า เรากับนายคงอยู่ด้วยกันไม่ได้แล้ว ยางลบจึงถามว่าทำไมล่ะ
ดินสอจึงตอบกลับไปว่า ก็เราเขียนนายลบแล้วมันก็ไม่เหลืออะไรเลย ยางลบจึงเถียงว่า
เราทำตามหน้าที่ของเราเราไม่ผิด
ทั้งคู่จึงแยกทางกัน
ดินสอพอแยกทางกับยางลบมันก็ดีใจที่สามารถเขียนอะไรได้ตามใจมัน
แต่พอเวลาผ่านไปมันเริ่มเขียนผิดข้อความที่สวยๆที่มันเคยเขียนได้ก็สกปรกมีแต่
รอยขีดทิ้งเต็มไปหมด

มันคิดถึงยางลบจับใจ
ฝ่ายยางลบพอแยกทางกับดินสอมันก็ดีใจที่ตัวมันไม่ต้องเปื้อนอีกต่อไป
พอเวลาผ่านไป มันกลับใช้ชีวิตอย่างไร้ค่าเพราะไม่มีอะไรให้ลบ
มันคิดถึงดินสอจับใจ ทั้งคู่จึง
กลับมาอยู่ด้วยกันใหม่ คราวนี้ดินสอเขียนน้อยลงเขียนแต่สิ่งที่ดี
ส่วนยางลบก็ลบเฉพาะที่ดินสอเขียนผิด
เท่านั้น

ถ้าเปรียบการเขียนเป็นการจำดินสอ ในตอนแรกก็จำทุกเรื่องทั้งดีและไม่ดี
แต่พอเปลี่ยนไป มันก็หัดเลือกจำแต่สิ่งดีๆเท่านั้น ส่วนการลบเปรียบเหมือนการลืม
ยางลบในตอนแรกก็ลืมทุกอย่างทั้งดีและไม่ดี
แต่ทุกครั้งที่ลืมเรื่องดีตัวมันก็จะสกปรกป่าวๆ แต่ตอนหลังมันเลือกลืมแต่เรื่องไม่ดี
หรือคือการให้อภัยนั่นเอง ฉะนั้นการเปรียบการเดินทางของทั้งคู่ดุจมิตรภาพ คือ
การจำแต่สิ่งดีๆ และลืมในสิ่งที่อาจผิดพลาดบ้าง
ขอให้ทุกคนเป็นอย่างดินสอกับอย่างลบตอนหลังนะ

คัดลอกจาก : Thai Worth Reading

หม้อดินใบร้าว

ภาพประกอบจาก Kate Chu's Pressed Flower Art Gallery

หม้อดินใบร้าว

ชายชาวอินเดียคนหนึ่ง ห้วงสองปีที่ผ่านมา 
ผู้คนจะพบเห็นจนชินตาว่า บนบ่าของเขามีหม้อดินใบใหญ่วางอยู่ข้างละใบ.. 

หม้อดินใบหนึ่งมีรอยร้าว ขณะอีกใบสมบูรณ์สวยงามไร้ที่ติ 
หม้อใบสวยสามารถบรรจุน้ำไว้เต็มเปี่ยม นับจากลำธารจนถึงบ้านเจ้านาย.. 
ขณะที่อีกใบหนึ่งนั้น เมื่อมาถึงปลายทาง กลับเหลือน้ำแค่ครึ่งเดียว 
เท่ากับว่าชายผู้นี้ขนน้ำได้เที่ยวละหม้อครึ่งอยู่ทุกครั้ง แน่ล่ะ.. 
หม้อดินใบสวยย่อมภาคภูมิใจในตนเอง ที่ทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์ครบถ้วน 
ส่วนหม้อดินใบร้าว นอกจากอดไม่ได้ที่จะรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ 
ในความไม่สมประกอบของตนเองแล้ว 
มันยังรู้สึกผิดกับการทำหน้าที่ได้ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วยอีกด้วย.. 

หลังจากสองปีเต็ม ที่แบกความทุกข์ระทมขมขื่นนั้นเอาไว้ แล้ววันหนึ่ง 
มันจึงตัดสินใจเอ่ยกับคนหาบน้ำตรงลำธารว่า.. 
"ฉันรู้สึกละอายใจเหลือเกิน ฉันอยากขอโทษท่าน.. ตลอดสองปีมานี้ 
ฉันทำงานให้ท่านได้ เพียงครึ่งเดียวเท่านั้น 
เนื่องจากเจ้ารอยร้าวบนตัวฉัน มันทำให้น้ำรั่วไหลไปตลอดทาง" 

เมื่อฟังเช่นนั้นแล้ว คนขนน้ำก็พลอยรู้สึกเสียใจไปด้วย 
และแล้วเขาก็พูดว่า "เอาล่ะ.. 
ระหว่างทางที่เราจะเดินกลับไปบ้านเจ้านาย 
ฉันอยากให้เธอสังเกตดอกไม้สวยข้างทางเดินสักหน่อย 
เธอไม่ได้สังเกตหรอกหรือว่า ทำไมดอกไม้ป่าเหล่านั้น 
ถึงได้งอกงามเฉพาะฝั่งที่ฉันแบกเธอเท่านั้น 
ทำไมมันไม่ขึ้นอีกฟากหนึ่งด้วยล่ะ นั่นเป็นเพราะฉันได้ 
ตระหนักในข้อจำกัดของเธอ จึงอาศัยเงื่อนไขนี้ 
เพาะเมล็ดพันธุ์ดอกไม้ป่าตรงทางเดินฝั่งที่ฉันแบกเธอเสมอมา และทุกๆวัน 
ขณะที่เราเดินกลับบ้าน เธอเองก็ได้ช่วยฉันรดน้ำต้นไม้ให้มัน 
แล้วตลอดสองปีมานี้ ฉันก็ได้เด็ดดอกไม้สวยๆพวกนี้ 
ไปปักแจกันให้เจ้านายของเราด้วย.. นี่ถ้าหากไม่มีเธอแล้วล่ะก็ 
เจ้านายของเราคงไม่มีโอกาสได้ดอกไม้ป่าอันแสนสวยงาม 
ที่ผลิสะพรั่งอยู่ระหว่างทางมาประดับบ้านเป็นแน่..." 

"เราเองมีคุณค่าดีพอ ถ้าไม่เปรียบเทียบคนอื่นมากเกินไป 
ถ้าคิดว่าสิ่งไหนมันไม่ดี ก็พยายามแก้ไข ทำให้มันดีขึ้น 
ผลลัพธ์ของการกระทำ ไม่ใช่คำตอบแห่งชัยชนะของชีวิต 
จุดมุ่งหมายและความตั้งใจจริงของเราต่างหาก.. คือคำตอบที่แท้จริง" 

“As good as it gets”

คัดลอกจาก : Thai Worth Reading

คำสอนว่าด้วยรัก :ท่าน ติช นัท ฮันห์ 5 (จบ)


คำสอนว่าด้วยรัก :ท่าน ติช นัท ฮันห์     

อุเบกขา

องค์ประกอบที่สี่ของความรักที่แท้คืออุเบกขา อันหมายถึงการไม่ยินดียินร้าย ไม่ยึดมั่นถือมั่น ไม่วินิจฉัย การวางเฉย หรือปล่อยให้เป็นไป ดังเช่นยามเธอปีนขึ้นภูผา ก็จะมองเห็นทุกทิศทาง ไม่ได้ถูกปิดกั้นโดยด้านใดด้านหนึ่ง ถ้าความรักของเธอมีความยึดมั่นถือมั่น ลำเอียงมีอคติหรือผูกติดแล้ว นั่นย่อมไม่ใช่ความรักที่แท้ บางครั้งคนที่ไม่เข้าใจพุทธศาสนาจะคิดว่าอุเบกขาหมายถึงการไม่สนใจใยดี ทว่าการวางเฉยที่แท้ไม่ใช่ความเย็นชา หรือการไม่สนใจใยดี ถ้าเธอมีลูกมากกว่าหนึ่งคนทุกคนก็ย่อมจะเป็นลูกของเธอ อุเบกขาไม่ได้หมายความถึงการไม่รัก แต่เธอจะรักในแบบที่ลูก ๆ ทุกคนได้รับความรัก โดยปราศจากความลำเอียงจากเธอ

อุเบกขาย่อมแสดงถึง “สมตชฺญาณ” หรือการรู้แจ้งในความมีตนเสมอ สามารถมองทุกคนได้อย่างเท่าเทียม ไม่มีการแบ่งแยกระหว่างตัวเองกับคนอื่น เมื่อมีความขัดแย้งเกิดขึ้น แม้เราจะรู้สึกกังวลอยู่ลึก ๆ แต่เราก็จะไม่ลำเอียง ยังสามารถที่จะรักและเข้าใจทั้งสองฝ่ายได้ เราจะขจัดความลำเอียงและอคติทั้งหลาย ตลอดจนข้อจำกัดระหว่างตัวเรากับตัวเขาออกไป ตราบใดที่เรามองตัวเองในฐานะของผู้รัก และคนอื่นในฐานะผู้ที่ถูกรัก ตราบใดที่เราประเมินตัวเองสูงกว่าคนอื่น หรือมองตัวเองต่างไปจากผู้อื่นแล้ว ก็ย่อมไม่มีอุเบกขาอย่างแท้จริงเกิดขึ้น เราต้องหลอมตัวเอง “ลงไปในเนื้อหนังของผู้อื่น” แล้วกลายเป็นหนึ่งเดียวกับคนผู้นั้น หากเราปรารถนาที่จะเข้าใจและรักเขาอย่างแท้จริง เช่นนั้นแล้วก็จะไม่มี “ตัวเรา” และ “ตัวเขา”

หากไม่มีอุเบกขา ความรักของเธออาจเป็นแบบครอบครอง สายลมยามฤดูร้อนอาจแช่มชื่น แต่ถ้าเราพยายามเอามันอัดใส่กระป๋องให้เป็นของเราแล้ว สายลมก็จะไม่มีชีวิต คนที่เรารักก็เช่นเดียวกัน เขาเป็นเหมือนกับเมฆหมอก สายลม ดอกไม้ หากเธอนำไปกักขังใส่ไว้ในกระป๋อง เขาก็จะตาย แต่กระนั้นก็ยังมีคนมากมายกระทำเช่นว่านี้ พวกเขาขโมยเอาสิทธิเสรีภาพของคนที่รักไป กระทั่งเขาสูญเสียความเป็นตัวของตัวเอง พวกเขามีชีวิตอยู่เพื่อสร้างความพอใจให้กับตัวเองและใช้คนที่ตนรักเป็นเครื่องมือเพื่อบรรลุถึงสิ่งนั้น นี่ไม่ใช่ความรักหากแต่เป็นการทำลาย เธอบอกว่ารักเขา แต่ถ้าเธอไม่เข้าใจถึงความปรารถนา ความต้องการ ความยากลำบากของคนที่รักแล้ว เขาก็ย่อมตกอยู่ในกรงขังที่มีชื่อว่าความรัก ความรักที่แท้จะต้องให้ตัวเธอและคนที่เธอรักยังคงมีอิสรภาพ นั่นก็คืออุเบกขา

ความรักที่แท้จริงนั้นต้องเจือด้วยความกรุณา มุทิตา และอุเบกขา ความกรุณาที่แท้ก็ต้องมีความรักความเมตตา มุทิตาและอุเบกขา มุทิตาที่แท้ก็ต้องกอปรไปด้วยความรักความเมตตา กรุณา และอุเบกขา ส่วนอุเบกขาที่แท้ก็ต้องมีความรัก ความเมตตา กรุณา และมุทิตาอยู่ร่วมกัน ทั้งหมดนี้คือภาวะที่ดำรงอยู่อย่างอิงอาศัยกันของพรหมวิหารสี่ เมื่อพระพุทธองค์ทรงบอกให้พราหมณ์ดำเนินไปบนเส้นทางของพรหมวิหารสี่ท่านก็ได้ประทานคำสอนที่สำคัญยิ่งแก่พวกเราทุกคนด้วย แต่เราต้องพินิจพิจารณาและปฏิบัติ เพื่อนำพาองค์คุณทั้งสี่แห่งความรักมาสู่ชีวิตตัวเอง รวมถึงชีวิตคนที่เรารักด้วย

คัดลอกจาก : http://www.oknation.net/blog/vanessa

คำสอนว่าด้วยรัก :ท่าน ติช นัท ฮันห์ 4


คำสอนว่าด้วยรัก :ท่าน ติช นัท ฮันห์     

มุทิตา

องค์ประกอบที่สามของความรักที่แท้ก็คือมุทิตา ความรักที่แท้มักจะนำพาความยินดีเบิกบานมาสู่ตัวเราและคนที่เรารักเสมอ แต่ถ้าหากความรักของเรา ไม่อาจนำพาความยินดีเบิกบานมาให้ทั้งเราและเขาได้ก็ย่อมไม่ใช่ความรักที่แท้

อรรถกถาจารย์ได้อธิบายว่าความสุขนั้น เชื่อมโยงกับร่างกายและจิตใจ ขณะที่มุทิตาเชื่อมโยงกับจิตเป็นสำคัญ ดังตัวอย่างที่มักยกขึ้นมาแสดงว่า ดุจดังคนท่องไปในทะเลทราย เมื่อได้พบเห็นธารน้ำเย็นย่อมรู้สึกยินดีเบิกบาน และเมื่อได้ดื่มน้ำนั้น ย่อมเป็นสุข ทิฏฐธรรมสุขวิหาร หมายถึง...

 “อยู่อย่างเป็นสุขกับปัจจุบันขณะ” เราจะไม่รีบเร่งไปสู่อนาคตข้างหน้า เพราะรู้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ ณ ปัจจุบันขณะ สิ่งละอันพันละน้อยมากมายสามารถนำพาความยินดีเบิกบานใหญ่หลวงมาสู่เราได้ อย่างเช่นการตระหนักรู้ว่าเรามีดวงตาที่ยังใช้การได้ดี เพียงแต่เราลืมตาขึ้น ก็จะได้เห็นท้องฟ้าสีคราม ดอกไม้สีม่วง ได้เห็นเด็ก ๆ ต้นไม้ รวมทั้งสิ่งอื่น ๆ ที่หลากหลายรูปทรงและสีสัน การอยู่อย่างมีสติจะทำให้เราได้สัมผัสกับสิ่งอันแช่มชื่น และมหัศจรรย์เหล่านี้ ทั้งยังทำให้จิตใจพลอยยินดีเบิกบานตามไปด้วย ความยินดีเบิกบานจึงเจือด้วยความสุข และความสุขก็เจือไปด้วยความยินดีเบิกบาน

อรรถกถาจารย์บางท่านกล่าวว่า มุทิตา หมายถึง “ความยินดีเบิกบานที่แบ่งปันร่วมกัน” หรือ “ความยินดีเบิกบานอันไม่เห็นแก่ตัว” เป็นความสุขที่เรารู้สึกเมื่อเห็นผู้อื่นเป็นสุข แต่นั่นเป็นความหมายที่จำกัดเดินไป เพราะมันแบ่งแยกระหว่างตัวเองกับผู้อื่น ความหมายที่ลึกซึ้งกว่าของคำว่ามุทิตา ก็คือความยินดีเบิกบานที่เจอไปด้วยความสงบและความพอเพียง เราชื่นบานเมื่อได้เห็นผู้อื่นมีความสุข ขณะเดียวกันตัวเราก็ชื่นบานไปกับความสุขของตนด้วย เราจะยินดีเบิกบานกับผู้อื่นได้อย่างไร หากเรามิได้รู้สึกอย่างนี้กับตนเอง ความยินดีเบิกบานจึงเป็นของทุก ๆ คน

คัดลอกจาก : http://www.oknation.net/blog/vanessa

คำสอนว่าด้วยรัก :ท่าน ติช นัท ฮันห์ 3


คำสอนว่าด้วยรัก :ท่าน ติช นัท ฮันห์     

กรุณา

แง่มุมต่อมาของความรักที่แท้ก็คือกรุณา หรือความตั้งใจและปรารถนาอยากให้ผู้อื่นพ้นทุกข์ เศร้าเสียใจน้อยลง แต่เราก็ไม่จำเป็นต้องทนทุกข์เพื่อช่วยขจัดทุกข์ไปจากผู้อื่น ตัวอย่างเช่น หมอสามารถเยียวยาความเจ็บปวดของคนไข้ได้โดยไม่ต้องเจ็บป่วยด้วยโรคเดียวกัน เพราะถ้าเราเป็นทุกข์มากจนเกินไป เราก็อาจจะย่ำแย่ จนไม่อาจช่วยเหลือผู้ใดได้ 

การจะสร้างความกรุณาขึ้นในตัว เราจำเป็นจะต้องฝึกหายใจอย่างมีสติ ตั้งใจในการฟังและเฝ้าดูอย่างจดจ่อ ในสัทธรรมปุณฑริกสูตรได้ อธิบายว่า อวโลกิเตศวรคือพระโพธิสัตว์ผู้บำเพ็ญเพียร

“ทรงเฝ้ามองด้วยสายพระเนตรแห่งความกรุณา และตั้งใจสดับฟังเสียงร่ำไห้คร่ำครวญของสรรพสัตว์”

ความกรุณานั้นเปี่ยมไปด้วยความห่วงใยอย่างจริงใจเธอรู้ว่าคนอื่นกำลังเป็นทุกข์อยู่ จึงเข้าไปนั่งใกล้ ๆ ตั้งใจเฝ้ามองและสดับฟัง เพื่อจะได้สัมผัสกับความเจ็บปวดของคนผู้นั้น เธอมีความตั้งใจติดต่อสื่อสารกับคนผู้นั้นจริง ๆ เพียงลำพังเท่านี้ก็ช่วยปลดเปลื้องความทุกข์บางส่วนของคน ๆ นั้นลงได้

เพียงแค่ความคิด การกระทำ หรือคำพูดแสดงความเห็นใจ ย่อมสามารถช่วยบรรเทาความทุกข์ สร้างความเบิกบานให้แก่ผู้คนได้ คำพูดเพียงคำเดียวย่อมสามารถปลอบประโลม สร้างความเชื่อมั่น ขจัดความคลางแคลง ช่วยให้เขาหลีกเลี่ยงจากความผิดพลาด ประสานรอยร้าว หรือเปิดประตูไปสู่ความหลุดพ้นได้ เพียงหนึ่งการกระทำอาจสามารถช่วยชีวิตคน หรือทำให้เขาได้ใช้โอกาสนั้นได้อย่างเหมาะสม เพียงหนึ่งความคิดก็สามารถกระทำได้เช่นเดียวกัน เพราะความคิดมักจะนำไปสู่คำพูดและการกระทำเสมอ ถ้าหัวใจเรามีความกรุณา ทุก ๆ ความคิด คำพูดและการกระทำย่อมสามารถก่อให้เกิดปาฏิหาริย์ขึ้นได้

สมัยที่ยังเป็นเณร ข้าพเจ้าไม่อาจเข้าใจได้ว่า หากโลกเต็มไปด้วยความทุกข์ เหตุใดพระพุทธองค์จึงยังทรงยิ้มแย้มได้งดงามเช่นนั้น ไฉนความทุกข์ทั้งมวลถึงไม่อาจกัดกร่อนพระองค์ลงได้ ต่อมา ข้าพเจ้าจึงค้นพบว่าพระพุทธองค์ทรงมีความเข้าใจ สงบนิ่ง และตั้งมั่น ทำให้ความทุกข์ไม่อาจครอบงำพระองค์ พระองค์สามารถแย้มยิ้มให้กับความทุกข์ได้ก็เพราะรู้วิธีที่จะจัดการและแปรเปลี่ยนมัน เราจำต้องรู้เท่าทันความทุกข์ โดยที่ยังคงความแจ่มแจ้ง ความสงบ และพละกำลังของเราเอาไว้ เพื่อจะได้ช่วยพลิกผันสถานการณ์ที่เกิดขึ้น หากเรามีความกรุณา ก็จะไม่จมจ่อมอยู่ในห้วงสมุทรแห่งหยาดน้ำตา และนั่นก็คือเหตุผลที่ทำให้พระพุทธองค์ทรงแย้มยิ้มได้

คัดลอกจาก :  http://www.oknation.net/blog/vanessa

คำสอนว่าด้วยรัก :ท่าน ติช นัท ฮันห์ 2


คำสอนว่าด้วยรัก :ท่าน ติช นัท ฮันห์     

เมตตา ความรัก หรือไมตรี

แง่มุมแรกของเรื่องความรักที่แท้ก็คือการมีไมตรี หรือความตั้งใจและความปรารถนาที่จะให้ผู้อื่นเบิกบาน เป็นสุข ในการสร้างเสริมไมตรีขึ้นนั้น เราจะต้องฝึกการเฝ้าดูและการฟังอย่างตั้งใจ จะได้รู้ว่าอะไรที่ควรทำและไม่ควรทำเพื่อให้คนอื่นมีความสุข ถ้าเธอมอบของบางอย่างให้แก่คนรัก ทั้ง ๆ ที่เขาไม่ต้องการมัน ก็ไม่นับเป็นไมตรี เธอจะต้องแลให้เห็นถึงสภาพการณ์จริง ๆ ของคนผู้นั้นด้วย ไม่เช่นนั้นแล้วสิ่งที่มอบให้ไป จะทำให้เขาเป็นทุกข์

ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีผู้คนจำนวนมากที่ชอบกินทุเรียน ถึงขั้นเรียกได้ว่าติดกันงอมแงมเลยทีเดียว กลิ่นของมันแรงจัด บางคนพอกินเสร็จถึงกับเอาเปลือกของมันไปวางไว้ใต้เตียงเพื่อสูดกลิ่นต่อ สำหรับตัวข้าพเจ้าเองไม่ถูกกับกลิ่นทุเรียนเอาเสียเลย วันหนึ่งขณะข้าพเจ้ากำลังสวดมนต์อยู่ในวัดที่เวียดนามนั้น ได้มีทุเรียนลูกหนึ่งวางถวายอยู่บนหิ้งพระ ข้าพเจ้าพยายามสวดสัทธรรมปุณฑริกสูตรพร้อมกับเคาะไม้มักฮื้อสั่นระฆังใบใหญ่ แต่ก็ไม่อาจกำหนดจิตจดจ่อไปได้ตลอด ในที่สุดต้องเอาระฆังไปคว่ำปิดลูกทุเรียนบนหิ้งเสีย จึงจะสวดมนต์ต่อได้ พอสวดเสร็จ ข้าพเจ้าก็ก้มคำนับพระพุทธรูปแล้วหยิบระฆังออก ถ้าเธอพูดกับข้าพเจ้าว่า “กระผมรักท่านมากครับ อยากให้ท่านทานทุเรียนดูสักหน่อย” ข้าพเจ้าก็คงจะเป็นทุกข์ เธอรักและอยากให้ข้าพเจ้ามีความสุข ทว่ากลับบังคับให้กินทุเรียน นั่นเป็นตัวอย่างของความรักที่ปราศจากความเข้าใจ ความตั้งใจของเธอดี แต่ขาดความเข้าใจที่ถูกต้อง

ความรักที่ขาดความเข้าใจนั้นไม่ใช่ความรักที่แท้ เธอต้องมองลึกลงไปให้เห็นและเข้าใจถึงความต้องการ ความปรารถนา ตลอดจนความทุกข์ทรมานของคนที่เธอรัก เราทุกคนต่างก็ต้องการความรัก ความรักทำให้เราเบิกบานและอยู่ดีมีสุข ก็เหมือน ๆ กับอากาศนั่นแหละ เราได้รับความรักจากอากาศ เราต้องการอากาศบริสุทธิ์เพื่อความแช่มชื่น เราได้รับความรักจากต้นไม้ เราต้องการต้นไม้เพื่อจะได้มีสุขภาพแข็งแรง ทว่าการจะได้รับความรักนั้น เราจะต้องรู้จักรัก ซึ่งหมายถึงว่าเราต้องเข้าใจเสียก่อน ความรักของเราจึงสืบเนื่องต่อไปได้ เราจำเป็นจะต้องกระทำการหรือต้องงดเว้นไม่กระทำบางสิ่งเพื่อปกป้องอากาศ ต้นไม้ และคนรักของเรา

ไมตรีอาจแปลเป็น “ความรัก” หรือ “ความเมตตา” ก็ได้ ธรรมาจารย์บางท่านชอบใช้คำว่า “เมตตา” มากกว่า เพราะเห็นคำว่า “ความรัก” นั้นล่อแหลมเกินไป แต่ตัวข้าพเจ้าชอบใช้คำว่าความรัก บางทีถ้อยคำอาจจะทำให้สับสน ทว่าเราก็ต้องแก้ไข เรามักใช้คำว่าความรักในนิยามของความใคร่หรือความปรารถนา อย่างเช่น “ฉันชอบแฮมเบอร์เกอร์” แต่เราจะต้องระมัดระวังในการใช้ภาษาให้มากขึ้น “ความรัก” ถือเป็นถ้อยคำงดงาม เราควรจะคงความหมายของมันเอาไว้ ส่วนคำว่า “ไมตรี” นั้นมีรากศัพท์มาจากคำว่ามิตรหรือเพื่อน ดังนั้นความหมายดั้งเดิมของความรักในทางพุทธศาสนาก็คือมิตรภาพ

เราทุกคนล้วนมีเมล็ดพันธุ์ของความรักอยู่ในตัว เราสามารถพัฒนาพลังอันน่าอัศจรรย์นี้ บ่มเพาะความรักที่ไม่มีเงื่อนไข ชนิดที่ไม่ต้องคาดหวังว่าจะได้อะไรตอบแทน หากเราเข้าใจใครสักคนดีพอแล้ว ถึงคน ๆ นั้นจะทำร้ายเรา เราก็จะยังคงรักคนผู้นั้นอยู่ องค์ศากยมุนีพุทธทรงตรัสว่า พระพุทธเจ้าในภายภาคหน้าจะมีพระนามว่าเมตไตรยหรือพระพุทธเจ้าแห่งความรัก

คัดลอกจาก : http://www.oknation.net/blog/vanessa

คำสอนว่าด้วยรัก :ท่าน ติช นัท ฮันห์ 1


คำสอนว่าด้วยรัก :ท่าน ติช นัท ฮันห์     

พรหมวิหารสี่

ความสุขเกิดขึ้นจากความรักที่แท้จริงเท่านั้น ความรักที่แท้มีพลังในการเยียวยา และแปรเปลี่ยนสถานการณ์รอบ ๆ ตัวเรา นำพาความหมายล้ำลึกมาสู่ชีวิต มีคนที่เข้าใจพลังของรักแท้ และวิธีที่จะบ่มเพาะบำรุงมัน บทเรียนว่าด้วยความรักความเมตตาที่พระพุทธองค์ทรงสั่งสอนนั้น ชัดเจน เป็นวิทยาศาสตร์ นำไปใช้ได้ และมีอานิสงส์ต่อเราทุกคน

ในสมัยพุทธกาล บรรดาผู้นับถือศาสนาพราหมณ์จะพากันสวดอ้อนวอนให้วิญญาณของพวกตนยามล่วงลับได้ขึ้นสู่พรหมวิมานไปสถิตร่วมอยู่กับพระพรหม วันหนึ่งมีพราหมณ์คนหนึ่งเอ่ยถามพระพุทธองค์ว่า...

 “ข้าพเจ้าจะทำอย่างไรดีเพื่อให้แน่ใจว่าหลังจากตายแล้วจะได้ไปอยู่ร่วมกับพระพรหม”

พระพุทธองค์ทรงตรัสตอบ

“ในฐานะที่พระพรหมทรงเป็นเทพแห่งความรัก ดังนั้นหนทางที่จะเข้าถึงพระองค์ได้จึงต้องดำเนินตามครรลองของพรหมวิหาร อันได้แก่ เมตตา (หรือไมตรีในภาษาสันสกฤต) กรุณา มุทิตา และอุเบกขา (หรืออุเบกษาในภาษาสันสกฤต)”

วิหารก็คือที่สถิตหรือสถานพำนัก พรหมวิหารจึงหมายถึงองค์ประกอบทั้งสี่ประการของความรักที่แท้ อันเรียกว่าอัปปมัญญา เพราะถ้าเธอได้ฝึกปฏิบัติ มันก็จะงอกงามขึ้นในตัวเธอทุกวัน ๆ กระทั่งแผ่ครอบคลุมโลกทั้งมวลไว้ ทำให้เธอมีความสุขมากขึ้นจนคนรอบข้างจะพลอยเป็นสุขไปด้วย

ท่านนาคารชุน พุทธเมธีในสมัยศตวรรษที่สองเคยกล่าวไว้การฝึกจิตให้เต็มเปี่ยมไปด้วยความรักความเมตตา จะช่วยกำจัดความโกรธเกรี้ยวในจิตใจของสรรพสัตว์ การฝึกจิตให้เต็มเปี่ยมไปด้วยความกรุณาจะช่วยขจัดความทุกข์โศก และความว้าวุ่นในใจของสรรพสัตว์ การฝึกจิตให้เต็มเปี่ยมไปด้วยมุทิตาจะช่วยปัดเป่าความเศร้าหมองและเย็นชาในใจสรรพสัตว์ การฝึกจิตให้เต็มเปี่ยมไปด้วยอุเบกขาจะช่วยขจัดความเกลียดชัง โทสะ และความยึดมั่นถือมั่นในจิตใจของสรรพสัตว์

ถ้าเราได้เรียนรู้หนทางที่จะฝึกฝนความเมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขาแล้ว เราก็จะรู้จักวิธีระงับความโกรธ ความทุกข์ ความเศร้า ความเกลียด ความกลัว ความอ้างว้าง และความยึดมั่นถือมั่นในทางที่ผิดได้ ในองฺคุตฺตรนิกาย พระพุทธเจ้าทรงสอนว่า “ถ้าจิตใจเต็มไปด้วยความโกรธ ภิกขุก็สามารถปฏิบัติเมตตา กรุณา หรืออุเบกขา ภาวนาให้แก่ผู้ที่นำความโกรธมาสู่ตน”

อรรถกถาจารย์บางท่านได้กล่าวว่า พรหมวิหารไม่ถือเป็นคำสอนสูงสุดของพระพุทธองค์ อันจะนำไปสู่การขจัดความทุกข์โศกปริเทวะ นั่นเป็นคำกล่าวที่ไม่ถูกต้อง ครั้งหนึ่งพระพุทธองค์เคยตรัสแก่พระอานนท์ พระสาวกคนสนิทว่า 

“จงสอนพรหมวิหารสี่เหล่านี้ให้แก่บรรดาพระหนุ่มเถิด พวกเขาจะได้รู้สึกถึงความมั่นคงปลอดภัยและเบิกบานปราศจากซึ่งความทุกข์ทรมานทั้งทางกายใจ พร้อมจะอุทิศชีวิตดำเนินสู่หนทางที่บริสุทธิ์ของสมณะ”

อีกครั้งหนึ่งเมื่อบรรดาสาวกของพระพุทธองค์ ได้แวะไปเยี่ยมเยียนวิหารของอีกลัทธิหนึ่ง นักบวชที่นั่นถามว่า

“เราได้ยินมาว่าพระโคตมะ คุรุของพวกท่าน ทรงสอนพรหมวิหารสี่ เมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา ครูของเราก็สอนเช่นนั้นเหมือนกัน ฉะนั้นแล้วจะมีอะไรต่างกันเล่า”

เหล่าสาวกของพระพุทธองค์ไม่รู้จะตอบเช่นไร พอกลับมาถึงวัด พระพุทธเจ้าก็ทรงตรัสแต่พวกเขา “ใครก็ตามที่ปฏิบัติพรหมวิหารสี่ ควบคู่ไปกับโพชฌงค์ ๗ (ธรรมที่เป็นองค์แห่งการตรัสรู้ – ผู้แปล) อริยสัจ ๔ และมรรค ๘ จะบรรลุถึงการรู้แจ้งได้” ความเมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา เป็นสภาวะธรรมที่แท้ของอริยบุคคล ซึ่งมีอยู่ในตัวเราทุกคนและทุก ๆ สิ่ง

คัดลอกจาก : http://www.oknation.net/blog/vanessa

วันอังคารที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2554

Unselfishness




Unselfishness

Unselfishness showers others with good fruits, 
With inner freedom one always gives easily, 
Before long, the world fills with true friends, 
A world of overflowing riches and pervasive kindness.

Without selfishness, loving kindness emerges naturally -- 
Naturally considerate, naturally applying Dhamma in all actions, 
No chance of killing, of stealing, of sexually abusing, 
Not deceiving anyone and not drunk in the least way.

Without selfishness there’s no self to grasp, which 
Ends the source of all the afflictive emotions, thus 
Incapable of greed, hatred, and delusion, maintaining 
Mind-body clean, clear, and calm, approaching Nibbana. 

ไม่เห็นแก่ตัว  

ไม่เห็นแก่ตัว ผลก็รั่ว รดผู้อื่น
ไม่ต้องฝืน ยื่นหยิบให้ ได้เสมอ
ไม่เท่าไร ในโลกเกลื่อน ด้วยเพื่อนเกลอ
เป็นโลกเลอ ล้นลาภ อาบไมตรี ฯ

ไม่เห็นแก่ตัว ก็เมตตา ขึ้นมาเอง
รู้ยำเกรง รู้ใช้ธรรม นำวิถี
ไม่อาจฆ่า ไม่อาจลัก ไม่ล่วงประเวณี
ไม่หลอกลวง และไม่มี ที่เมามาย ฯ 

ไม่เห็นแก่ตัว ก็หมดตัว จะยึดถือ
นั่นแหละ คือ หมดมูลเหตุ กิเลสหาย
ไม่อาจโลภ - โกรธ - หลง คงใจกาย
สะอาด - สว่าง - สงบได้ ฝ่ายนิพพาน ฯ 


ธรรมะของ...ท่านพุทธทาสภิกขุ
คัดลอกจาก : http://www.suanmokkh.org/

วันศุกร์ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2554

"ME" – "YOU"



"ME" – "YOU"

The simple fact is that no “me” exists 
but in a wink and a slip the ghost appears. 
Once awareness recovers, “me” disappears. 
Ending this “me” business is good for all.

Dear Comrade, why not remove the "me"-ing 
and, while you’re at it, the "you"-ing, too. 
Living together with wisdom and kindness, 
each doing the moment’s duty as best we can..


ตัวกู-ตัวสู (๒)

อันความจริง: "ตัวกู" มิได้มี
แต่พอเผลอ มันเป็นผี โผล่มาได้
พอหายเผลอ "ตัวกู" ก็หายไป
หมด "ตัวกู" เสียได้ เป็นเรื่องดี;

สหายเอ๋ย จงถอน ซึ่ง "ตัวกู"
และถอนทั้ง "ตัวสู" อย่างเต็มที่
มีกันแต่ ปัญญา และปราณี
หน้าที่ใคร ทำให้ดี เท่านี้เอยฯ

ธรรมะของ...ท่านพุทธทาสภิกขุ
คัดลอกจาก : http://www.suanmokkh.org/

What is This World, After All?



What is This World, After All?

Our world is just a theater that never 
bothers to teach us how to play our parts well.
We flood onto the stage so seriously, all life long,
So long as avijja* drags us on by our throats.

This world is a chicken's coop we're put in
so our flesh can be sliced away till none is left. 
Yet we viciously peck at those sharing this cage
chasing excuses to fight — it terrifies me!

* Avijja, ignorance, not seeing and understanding things as they actually are.  


โลกนี้คืออะไรแน่?

โลกเรานี้ ที่แท้ คือโรงละคร
ไม่ต้องสอน แสดงถูก ทุกวิถี
ออกโรงกัน จริงจัง ทั้งตาปี
ตามท่วงที อวิชชา จะลากคอ
โลกนี้คือ กรงไก่ เขาใส่ไว้
จะนำไป แล่เนื้อ ไม่เหลือหลอ
จิกกันเอง ในกรง ได้ลงคอ
เฝ้าตั้งข้อ รบกัน ฉันนึกกลัว เอยฯ

ธรรมะของ...ท่านพุทธทาสภิกขุ
คัดลอกจาก : http://www.suanmokkh.org/

Work



Work

That work gives humanity its true value 
and is of the highest honor there's no doubt. 
If one enjoys work with a blossoming heart, 
soon knowledge of Dhamma deeply pervades.

Because work is the very essence of Dhammic living, 
superbly bringing together wholesome virtues, 
By analogy, compare the intelligent sharpshooter
who with a single shot bags a sack full of birds.

Naturally, work is to be done mindfully, 
with calm focus, patience, and industry, 
with honesty, self-control, and intelligence, 
with faith and courage, truly love your work.

The more one works, the more these dhammas flourish
promoting the transcendent shore without pause; 
seeing the universal characteristics in everything, 
in a flash plunging into vimutti and freeing itself.

Vimutti = liberation, release. 


การงานคือการปฏิบัติธรรม

ร้อยธรรมคำกลอน
โดย
พุทธทาสภิกขุ 

อันการงาน คือคุณค่า ของมนุษย์
ของมีเกียรติ สูงสุด อย่าสงสัย
ถ้าสนุก ด้วยการงาน เบิกบานใจ
ไม่เท่าไร ได้รู้ธรรม ฉ่ำซึ้งจริง

เพราะการงาน เป็นตัวการ ประพฤติธรรม
กุศลกรรม กล้ำปนมา มีค่ายิ่ง
ถ้าจะเปรียบ ก็เปรียบคน ฉลาดยิง
นัดเดียววิ่ง เก็บนก หลายพกมา

คือการงาน นั้นต้องทำ ด้วยสติ
มีสมาธิ ขันตี มีอุตสาห์
มีสัจจะ มีทมะ มีปัญญา
มีศรัทธา และกล้าหาญ รักงานจริงฯ 

ธรรมะของ...ท่านพุทธทาสภิกขุ
คัดลอกจาก : http://www.suanmokkh.org/

True Blessings & Hot Air Blessings



True Blessings & Hot Air Blessings

To do good is its own good and blessing, there's no need to pray for anyone to bless us. 
The blessings dished out ritually are like whirlwinds spinning back and forth 
— don't fall for any of that superstitious stuff.

Doing good makes for secure and lasting blessings that the doer knows directly. 
If you want to be full of blessings, just put good effort into cultivating wholesomeness
— correctly and sufficiently for ones own reality.

Everyone is born human, with the good and evil fruits of the karma we've done
Stick with Dhamma, believe in Dhamma, overcoming sin, evil, fears, and worry
— just do good and you'll have all the blessings you need.


ทำดี ดีแล้ว เป็นพร

ทำดี ดีแล้ว เป็นพร
ไม่ต้อง อ้อนวอน
ขอพร กะใคร ให้กวน

พรที่ ให้กัน ผันผวน 
เป็นเหมือน ลมหวน
อวลไป อวลมา อย่าหลง

พรทำ ดีเอง มั่นคง
วันคืน ยืนยง
ซื่อตรง ต่อผู้ รู้ทำ

อยากรวย ด้วยพร เพียรบำ-
เพ็ญบุญ กุศลนำ ให้ถูก ให้พอ ต่อตน

ทุกคน เกิดมา เป็นคน
ชั่วดี มีจน
เป็นผล แห่งกรรม ทำเอง

ถือธรรม เชื่อกรรม ยำเยง
บาปชั่ว กลัวเกรง
ทำแต่ กรรมดีฯ ทวีพรฯ

Look On the Good Side



Look On the Good Side 

They have their nasty aspects — who cares!
Choose only the good stuff that they have, 
of benefit to the world and attractive.
As for the bad stuff, don't bother yourself.

To find someone who is good in all respects
Don't wander foolishly, friends, on the search,
Like a quest for the turtle's whiskers, dying for nothing. 
So get used to looking on the good side — more value. 


ธรรมะ...หนวดเต่า

"...เขามีส่วน เลวบ้าง ช่างหัวเขา 
จงเลือกเอา ส่วนที่ดี เขามีอยู่ 
เป็นประโยชน์ โลกบ้าง ยังน่าดู 
ส่วนที่ชั่ว อย่าไปรู้ ของเขาเลย 

...จะหาคน มีดี โดยส่วนเดียว 
อย่ามัวเที่ยว ค้นหา สหายเอ๋ย 
เหมือนเที่ยวหา หนวดเต่า ตายเปล่าเลย 
ฝึกให้เคย มองแต่ดี มีคุณจริง" 

จาก ธรรมมะของพระพุทธทาส ภิกขุ 


From : http://www.suanmokkh.org/

บทความที่ได้รับความนิยม