แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ คำสอนว่าด้วยรัก แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ คำสอนว่าด้วยรัก แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

หม้อดินใบร้าว

ภาพประกอบจาก Kate Chu's Pressed Flower Art Gallery

หม้อดินใบร้าว

ชายชาวอินเดียคนหนึ่ง ห้วงสองปีที่ผ่านมา 
ผู้คนจะพบเห็นจนชินตาว่า บนบ่าของเขามีหม้อดินใบใหญ่วางอยู่ข้างละใบ.. 

หม้อดินใบหนึ่งมีรอยร้าว ขณะอีกใบสมบูรณ์สวยงามไร้ที่ติ 
หม้อใบสวยสามารถบรรจุน้ำไว้เต็มเปี่ยม นับจากลำธารจนถึงบ้านเจ้านาย.. 
ขณะที่อีกใบหนึ่งนั้น เมื่อมาถึงปลายทาง กลับเหลือน้ำแค่ครึ่งเดียว 
เท่ากับว่าชายผู้นี้ขนน้ำได้เที่ยวละหม้อครึ่งอยู่ทุกครั้ง แน่ล่ะ.. 
หม้อดินใบสวยย่อมภาคภูมิใจในตนเอง ที่ทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์ครบถ้วน 
ส่วนหม้อดินใบร้าว นอกจากอดไม่ได้ที่จะรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ 
ในความไม่สมประกอบของตนเองแล้ว 
มันยังรู้สึกผิดกับการทำหน้าที่ได้ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วยอีกด้วย.. 

หลังจากสองปีเต็ม ที่แบกความทุกข์ระทมขมขื่นนั้นเอาไว้ แล้ววันหนึ่ง 
มันจึงตัดสินใจเอ่ยกับคนหาบน้ำตรงลำธารว่า.. 
"ฉันรู้สึกละอายใจเหลือเกิน ฉันอยากขอโทษท่าน.. ตลอดสองปีมานี้ 
ฉันทำงานให้ท่านได้ เพียงครึ่งเดียวเท่านั้น 
เนื่องจากเจ้ารอยร้าวบนตัวฉัน มันทำให้น้ำรั่วไหลไปตลอดทาง" 

เมื่อฟังเช่นนั้นแล้ว คนขนน้ำก็พลอยรู้สึกเสียใจไปด้วย 
และแล้วเขาก็พูดว่า "เอาล่ะ.. 
ระหว่างทางที่เราจะเดินกลับไปบ้านเจ้านาย 
ฉันอยากให้เธอสังเกตดอกไม้สวยข้างทางเดินสักหน่อย 
เธอไม่ได้สังเกตหรอกหรือว่า ทำไมดอกไม้ป่าเหล่านั้น 
ถึงได้งอกงามเฉพาะฝั่งที่ฉันแบกเธอเท่านั้น 
ทำไมมันไม่ขึ้นอีกฟากหนึ่งด้วยล่ะ นั่นเป็นเพราะฉันได้ 
ตระหนักในข้อจำกัดของเธอ จึงอาศัยเงื่อนไขนี้ 
เพาะเมล็ดพันธุ์ดอกไม้ป่าตรงทางเดินฝั่งที่ฉันแบกเธอเสมอมา และทุกๆวัน 
ขณะที่เราเดินกลับบ้าน เธอเองก็ได้ช่วยฉันรดน้ำต้นไม้ให้มัน 
แล้วตลอดสองปีมานี้ ฉันก็ได้เด็ดดอกไม้สวยๆพวกนี้ 
ไปปักแจกันให้เจ้านายของเราด้วย.. นี่ถ้าหากไม่มีเธอแล้วล่ะก็ 
เจ้านายของเราคงไม่มีโอกาสได้ดอกไม้ป่าอันแสนสวยงาม 
ที่ผลิสะพรั่งอยู่ระหว่างทางมาประดับบ้านเป็นแน่..." 

"เราเองมีคุณค่าดีพอ ถ้าไม่เปรียบเทียบคนอื่นมากเกินไป 
ถ้าคิดว่าสิ่งไหนมันไม่ดี ก็พยายามแก้ไข ทำให้มันดีขึ้น 
ผลลัพธ์ของการกระทำ ไม่ใช่คำตอบแห่งชัยชนะของชีวิต 
จุดมุ่งหมายและความตั้งใจจริงของเราต่างหาก.. คือคำตอบที่แท้จริง" 

“As good as it gets”

คัดลอกจาก : Thai Worth Reading

คำสอนว่าด้วยรัก :ท่าน ติช นัท ฮันห์ 5 (จบ)


คำสอนว่าด้วยรัก :ท่าน ติช นัท ฮันห์     

อุเบกขา

องค์ประกอบที่สี่ของความรักที่แท้คืออุเบกขา อันหมายถึงการไม่ยินดียินร้าย ไม่ยึดมั่นถือมั่น ไม่วินิจฉัย การวางเฉย หรือปล่อยให้เป็นไป ดังเช่นยามเธอปีนขึ้นภูผา ก็จะมองเห็นทุกทิศทาง ไม่ได้ถูกปิดกั้นโดยด้านใดด้านหนึ่ง ถ้าความรักของเธอมีความยึดมั่นถือมั่น ลำเอียงมีอคติหรือผูกติดแล้ว นั่นย่อมไม่ใช่ความรักที่แท้ บางครั้งคนที่ไม่เข้าใจพุทธศาสนาจะคิดว่าอุเบกขาหมายถึงการไม่สนใจใยดี ทว่าการวางเฉยที่แท้ไม่ใช่ความเย็นชา หรือการไม่สนใจใยดี ถ้าเธอมีลูกมากกว่าหนึ่งคนทุกคนก็ย่อมจะเป็นลูกของเธอ อุเบกขาไม่ได้หมายความถึงการไม่รัก แต่เธอจะรักในแบบที่ลูก ๆ ทุกคนได้รับความรัก โดยปราศจากความลำเอียงจากเธอ

อุเบกขาย่อมแสดงถึง “สมตชฺญาณ” หรือการรู้แจ้งในความมีตนเสมอ สามารถมองทุกคนได้อย่างเท่าเทียม ไม่มีการแบ่งแยกระหว่างตัวเองกับคนอื่น เมื่อมีความขัดแย้งเกิดขึ้น แม้เราจะรู้สึกกังวลอยู่ลึก ๆ แต่เราก็จะไม่ลำเอียง ยังสามารถที่จะรักและเข้าใจทั้งสองฝ่ายได้ เราจะขจัดความลำเอียงและอคติทั้งหลาย ตลอดจนข้อจำกัดระหว่างตัวเรากับตัวเขาออกไป ตราบใดที่เรามองตัวเองในฐานะของผู้รัก และคนอื่นในฐานะผู้ที่ถูกรัก ตราบใดที่เราประเมินตัวเองสูงกว่าคนอื่น หรือมองตัวเองต่างไปจากผู้อื่นแล้ว ก็ย่อมไม่มีอุเบกขาอย่างแท้จริงเกิดขึ้น เราต้องหลอมตัวเอง “ลงไปในเนื้อหนังของผู้อื่น” แล้วกลายเป็นหนึ่งเดียวกับคนผู้นั้น หากเราปรารถนาที่จะเข้าใจและรักเขาอย่างแท้จริง เช่นนั้นแล้วก็จะไม่มี “ตัวเรา” และ “ตัวเขา”

หากไม่มีอุเบกขา ความรักของเธออาจเป็นแบบครอบครอง สายลมยามฤดูร้อนอาจแช่มชื่น แต่ถ้าเราพยายามเอามันอัดใส่กระป๋องให้เป็นของเราแล้ว สายลมก็จะไม่มีชีวิต คนที่เรารักก็เช่นเดียวกัน เขาเป็นเหมือนกับเมฆหมอก สายลม ดอกไม้ หากเธอนำไปกักขังใส่ไว้ในกระป๋อง เขาก็จะตาย แต่กระนั้นก็ยังมีคนมากมายกระทำเช่นว่านี้ พวกเขาขโมยเอาสิทธิเสรีภาพของคนที่รักไป กระทั่งเขาสูญเสียความเป็นตัวของตัวเอง พวกเขามีชีวิตอยู่เพื่อสร้างความพอใจให้กับตัวเองและใช้คนที่ตนรักเป็นเครื่องมือเพื่อบรรลุถึงสิ่งนั้น นี่ไม่ใช่ความรักหากแต่เป็นการทำลาย เธอบอกว่ารักเขา แต่ถ้าเธอไม่เข้าใจถึงความปรารถนา ความต้องการ ความยากลำบากของคนที่รักแล้ว เขาก็ย่อมตกอยู่ในกรงขังที่มีชื่อว่าความรัก ความรักที่แท้จะต้องให้ตัวเธอและคนที่เธอรักยังคงมีอิสรภาพ นั่นก็คืออุเบกขา

ความรักที่แท้จริงนั้นต้องเจือด้วยความกรุณา มุทิตา และอุเบกขา ความกรุณาที่แท้ก็ต้องมีความรักความเมตตา มุทิตาและอุเบกขา มุทิตาที่แท้ก็ต้องกอปรไปด้วยความรักความเมตตา กรุณา และอุเบกขา ส่วนอุเบกขาที่แท้ก็ต้องมีความรัก ความเมตตา กรุณา และมุทิตาอยู่ร่วมกัน ทั้งหมดนี้คือภาวะที่ดำรงอยู่อย่างอิงอาศัยกันของพรหมวิหารสี่ เมื่อพระพุทธองค์ทรงบอกให้พราหมณ์ดำเนินไปบนเส้นทางของพรหมวิหารสี่ท่านก็ได้ประทานคำสอนที่สำคัญยิ่งแก่พวกเราทุกคนด้วย แต่เราต้องพินิจพิจารณาและปฏิบัติ เพื่อนำพาองค์คุณทั้งสี่แห่งความรักมาสู่ชีวิตตัวเอง รวมถึงชีวิตคนที่เรารักด้วย

คัดลอกจาก : http://www.oknation.net/blog/vanessa

คำสอนว่าด้วยรัก :ท่าน ติช นัท ฮันห์ 4


คำสอนว่าด้วยรัก :ท่าน ติช นัท ฮันห์     

มุทิตา

องค์ประกอบที่สามของความรักที่แท้ก็คือมุทิตา ความรักที่แท้มักจะนำพาความยินดีเบิกบานมาสู่ตัวเราและคนที่เรารักเสมอ แต่ถ้าหากความรักของเรา ไม่อาจนำพาความยินดีเบิกบานมาให้ทั้งเราและเขาได้ก็ย่อมไม่ใช่ความรักที่แท้

อรรถกถาจารย์ได้อธิบายว่าความสุขนั้น เชื่อมโยงกับร่างกายและจิตใจ ขณะที่มุทิตาเชื่อมโยงกับจิตเป็นสำคัญ ดังตัวอย่างที่มักยกขึ้นมาแสดงว่า ดุจดังคนท่องไปในทะเลทราย เมื่อได้พบเห็นธารน้ำเย็นย่อมรู้สึกยินดีเบิกบาน และเมื่อได้ดื่มน้ำนั้น ย่อมเป็นสุข ทิฏฐธรรมสุขวิหาร หมายถึง...

 “อยู่อย่างเป็นสุขกับปัจจุบันขณะ” เราจะไม่รีบเร่งไปสู่อนาคตข้างหน้า เพราะรู้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ ณ ปัจจุบันขณะ สิ่งละอันพันละน้อยมากมายสามารถนำพาความยินดีเบิกบานใหญ่หลวงมาสู่เราได้ อย่างเช่นการตระหนักรู้ว่าเรามีดวงตาที่ยังใช้การได้ดี เพียงแต่เราลืมตาขึ้น ก็จะได้เห็นท้องฟ้าสีคราม ดอกไม้สีม่วง ได้เห็นเด็ก ๆ ต้นไม้ รวมทั้งสิ่งอื่น ๆ ที่หลากหลายรูปทรงและสีสัน การอยู่อย่างมีสติจะทำให้เราได้สัมผัสกับสิ่งอันแช่มชื่น และมหัศจรรย์เหล่านี้ ทั้งยังทำให้จิตใจพลอยยินดีเบิกบานตามไปด้วย ความยินดีเบิกบานจึงเจือด้วยความสุข และความสุขก็เจือไปด้วยความยินดีเบิกบาน

อรรถกถาจารย์บางท่านกล่าวว่า มุทิตา หมายถึง “ความยินดีเบิกบานที่แบ่งปันร่วมกัน” หรือ “ความยินดีเบิกบานอันไม่เห็นแก่ตัว” เป็นความสุขที่เรารู้สึกเมื่อเห็นผู้อื่นเป็นสุข แต่นั่นเป็นความหมายที่จำกัดเดินไป เพราะมันแบ่งแยกระหว่างตัวเองกับผู้อื่น ความหมายที่ลึกซึ้งกว่าของคำว่ามุทิตา ก็คือความยินดีเบิกบานที่เจอไปด้วยความสงบและความพอเพียง เราชื่นบานเมื่อได้เห็นผู้อื่นมีความสุข ขณะเดียวกันตัวเราก็ชื่นบานไปกับความสุขของตนด้วย เราจะยินดีเบิกบานกับผู้อื่นได้อย่างไร หากเรามิได้รู้สึกอย่างนี้กับตนเอง ความยินดีเบิกบานจึงเป็นของทุก ๆ คน

คัดลอกจาก : http://www.oknation.net/blog/vanessa

คำสอนว่าด้วยรัก :ท่าน ติช นัท ฮันห์ 3


คำสอนว่าด้วยรัก :ท่าน ติช นัท ฮันห์     

กรุณา

แง่มุมต่อมาของความรักที่แท้ก็คือกรุณา หรือความตั้งใจและปรารถนาอยากให้ผู้อื่นพ้นทุกข์ เศร้าเสียใจน้อยลง แต่เราก็ไม่จำเป็นต้องทนทุกข์เพื่อช่วยขจัดทุกข์ไปจากผู้อื่น ตัวอย่างเช่น หมอสามารถเยียวยาความเจ็บปวดของคนไข้ได้โดยไม่ต้องเจ็บป่วยด้วยโรคเดียวกัน เพราะถ้าเราเป็นทุกข์มากจนเกินไป เราก็อาจจะย่ำแย่ จนไม่อาจช่วยเหลือผู้ใดได้ 

การจะสร้างความกรุณาขึ้นในตัว เราจำเป็นจะต้องฝึกหายใจอย่างมีสติ ตั้งใจในการฟังและเฝ้าดูอย่างจดจ่อ ในสัทธรรมปุณฑริกสูตรได้ อธิบายว่า อวโลกิเตศวรคือพระโพธิสัตว์ผู้บำเพ็ญเพียร

“ทรงเฝ้ามองด้วยสายพระเนตรแห่งความกรุณา และตั้งใจสดับฟังเสียงร่ำไห้คร่ำครวญของสรรพสัตว์”

ความกรุณานั้นเปี่ยมไปด้วยความห่วงใยอย่างจริงใจเธอรู้ว่าคนอื่นกำลังเป็นทุกข์อยู่ จึงเข้าไปนั่งใกล้ ๆ ตั้งใจเฝ้ามองและสดับฟัง เพื่อจะได้สัมผัสกับความเจ็บปวดของคนผู้นั้น เธอมีความตั้งใจติดต่อสื่อสารกับคนผู้นั้นจริง ๆ เพียงลำพังเท่านี้ก็ช่วยปลดเปลื้องความทุกข์บางส่วนของคน ๆ นั้นลงได้

เพียงแค่ความคิด การกระทำ หรือคำพูดแสดงความเห็นใจ ย่อมสามารถช่วยบรรเทาความทุกข์ สร้างความเบิกบานให้แก่ผู้คนได้ คำพูดเพียงคำเดียวย่อมสามารถปลอบประโลม สร้างความเชื่อมั่น ขจัดความคลางแคลง ช่วยให้เขาหลีกเลี่ยงจากความผิดพลาด ประสานรอยร้าว หรือเปิดประตูไปสู่ความหลุดพ้นได้ เพียงหนึ่งการกระทำอาจสามารถช่วยชีวิตคน หรือทำให้เขาได้ใช้โอกาสนั้นได้อย่างเหมาะสม เพียงหนึ่งความคิดก็สามารถกระทำได้เช่นเดียวกัน เพราะความคิดมักจะนำไปสู่คำพูดและการกระทำเสมอ ถ้าหัวใจเรามีความกรุณา ทุก ๆ ความคิด คำพูดและการกระทำย่อมสามารถก่อให้เกิดปาฏิหาริย์ขึ้นได้

สมัยที่ยังเป็นเณร ข้าพเจ้าไม่อาจเข้าใจได้ว่า หากโลกเต็มไปด้วยความทุกข์ เหตุใดพระพุทธองค์จึงยังทรงยิ้มแย้มได้งดงามเช่นนั้น ไฉนความทุกข์ทั้งมวลถึงไม่อาจกัดกร่อนพระองค์ลงได้ ต่อมา ข้าพเจ้าจึงค้นพบว่าพระพุทธองค์ทรงมีความเข้าใจ สงบนิ่ง และตั้งมั่น ทำให้ความทุกข์ไม่อาจครอบงำพระองค์ พระองค์สามารถแย้มยิ้มให้กับความทุกข์ได้ก็เพราะรู้วิธีที่จะจัดการและแปรเปลี่ยนมัน เราจำต้องรู้เท่าทันความทุกข์ โดยที่ยังคงความแจ่มแจ้ง ความสงบ และพละกำลังของเราเอาไว้ เพื่อจะได้ช่วยพลิกผันสถานการณ์ที่เกิดขึ้น หากเรามีความกรุณา ก็จะไม่จมจ่อมอยู่ในห้วงสมุทรแห่งหยาดน้ำตา และนั่นก็คือเหตุผลที่ทำให้พระพุทธองค์ทรงแย้มยิ้มได้

คัดลอกจาก :  http://www.oknation.net/blog/vanessa

คำสอนว่าด้วยรัก :ท่าน ติช นัท ฮันห์ 1


คำสอนว่าด้วยรัก :ท่าน ติช นัท ฮันห์     

พรหมวิหารสี่

ความสุขเกิดขึ้นจากความรักที่แท้จริงเท่านั้น ความรักที่แท้มีพลังในการเยียวยา และแปรเปลี่ยนสถานการณ์รอบ ๆ ตัวเรา นำพาความหมายล้ำลึกมาสู่ชีวิต มีคนที่เข้าใจพลังของรักแท้ และวิธีที่จะบ่มเพาะบำรุงมัน บทเรียนว่าด้วยความรักความเมตตาที่พระพุทธองค์ทรงสั่งสอนนั้น ชัดเจน เป็นวิทยาศาสตร์ นำไปใช้ได้ และมีอานิสงส์ต่อเราทุกคน

ในสมัยพุทธกาล บรรดาผู้นับถือศาสนาพราหมณ์จะพากันสวดอ้อนวอนให้วิญญาณของพวกตนยามล่วงลับได้ขึ้นสู่พรหมวิมานไปสถิตร่วมอยู่กับพระพรหม วันหนึ่งมีพราหมณ์คนหนึ่งเอ่ยถามพระพุทธองค์ว่า...

 “ข้าพเจ้าจะทำอย่างไรดีเพื่อให้แน่ใจว่าหลังจากตายแล้วจะได้ไปอยู่ร่วมกับพระพรหม”

พระพุทธองค์ทรงตรัสตอบ

“ในฐานะที่พระพรหมทรงเป็นเทพแห่งความรัก ดังนั้นหนทางที่จะเข้าถึงพระองค์ได้จึงต้องดำเนินตามครรลองของพรหมวิหาร อันได้แก่ เมตตา (หรือไมตรีในภาษาสันสกฤต) กรุณา มุทิตา และอุเบกขา (หรืออุเบกษาในภาษาสันสกฤต)”

วิหารก็คือที่สถิตหรือสถานพำนัก พรหมวิหารจึงหมายถึงองค์ประกอบทั้งสี่ประการของความรักที่แท้ อันเรียกว่าอัปปมัญญา เพราะถ้าเธอได้ฝึกปฏิบัติ มันก็จะงอกงามขึ้นในตัวเธอทุกวัน ๆ กระทั่งแผ่ครอบคลุมโลกทั้งมวลไว้ ทำให้เธอมีความสุขมากขึ้นจนคนรอบข้างจะพลอยเป็นสุขไปด้วย

ท่านนาคารชุน พุทธเมธีในสมัยศตวรรษที่สองเคยกล่าวไว้การฝึกจิตให้เต็มเปี่ยมไปด้วยความรักความเมตตา จะช่วยกำจัดความโกรธเกรี้ยวในจิตใจของสรรพสัตว์ การฝึกจิตให้เต็มเปี่ยมไปด้วยความกรุณาจะช่วยขจัดความทุกข์โศก และความว้าวุ่นในใจของสรรพสัตว์ การฝึกจิตให้เต็มเปี่ยมไปด้วยมุทิตาจะช่วยปัดเป่าความเศร้าหมองและเย็นชาในใจสรรพสัตว์ การฝึกจิตให้เต็มเปี่ยมไปด้วยอุเบกขาจะช่วยขจัดความเกลียดชัง โทสะ และความยึดมั่นถือมั่นในจิตใจของสรรพสัตว์

ถ้าเราได้เรียนรู้หนทางที่จะฝึกฝนความเมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขาแล้ว เราก็จะรู้จักวิธีระงับความโกรธ ความทุกข์ ความเศร้า ความเกลียด ความกลัว ความอ้างว้าง และความยึดมั่นถือมั่นในทางที่ผิดได้ ในองฺคุตฺตรนิกาย พระพุทธเจ้าทรงสอนว่า “ถ้าจิตใจเต็มไปด้วยความโกรธ ภิกขุก็สามารถปฏิบัติเมตตา กรุณา หรืออุเบกขา ภาวนาให้แก่ผู้ที่นำความโกรธมาสู่ตน”

อรรถกถาจารย์บางท่านได้กล่าวว่า พรหมวิหารไม่ถือเป็นคำสอนสูงสุดของพระพุทธองค์ อันจะนำไปสู่การขจัดความทุกข์โศกปริเทวะ นั่นเป็นคำกล่าวที่ไม่ถูกต้อง ครั้งหนึ่งพระพุทธองค์เคยตรัสแก่พระอานนท์ พระสาวกคนสนิทว่า 

“จงสอนพรหมวิหารสี่เหล่านี้ให้แก่บรรดาพระหนุ่มเถิด พวกเขาจะได้รู้สึกถึงความมั่นคงปลอดภัยและเบิกบานปราศจากซึ่งความทุกข์ทรมานทั้งทางกายใจ พร้อมจะอุทิศชีวิตดำเนินสู่หนทางที่บริสุทธิ์ของสมณะ”

อีกครั้งหนึ่งเมื่อบรรดาสาวกของพระพุทธองค์ ได้แวะไปเยี่ยมเยียนวิหารของอีกลัทธิหนึ่ง นักบวชที่นั่นถามว่า

“เราได้ยินมาว่าพระโคตมะ คุรุของพวกท่าน ทรงสอนพรหมวิหารสี่ เมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา ครูของเราก็สอนเช่นนั้นเหมือนกัน ฉะนั้นแล้วจะมีอะไรต่างกันเล่า”

เหล่าสาวกของพระพุทธองค์ไม่รู้จะตอบเช่นไร พอกลับมาถึงวัด พระพุทธเจ้าก็ทรงตรัสแต่พวกเขา “ใครก็ตามที่ปฏิบัติพรหมวิหารสี่ ควบคู่ไปกับโพชฌงค์ ๗ (ธรรมที่เป็นองค์แห่งการตรัสรู้ – ผู้แปล) อริยสัจ ๔ และมรรค ๘ จะบรรลุถึงการรู้แจ้งได้” ความเมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา เป็นสภาวะธรรมที่แท้ของอริยบุคคล ซึ่งมีอยู่ในตัวเราทุกคนและทุก ๆ สิ่ง

คัดลอกจาก : http://www.oknation.net/blog/vanessa

บทความที่ได้รับความนิยม