แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Buddhist แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Buddhist แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

วิถีพุทธทาส ศาสนาก็คือศิลปะ ความดี ความงาม ความจริง


ศาสนาก็คือศิลปะ
ความดี ความงาม ความจริง

ศาสนาก็คือศิลปะ

ในที่สุดนี้อยากจะพูดชั่วเวลาที่เหลืออยู่นี้ว่า  เราจะต้องมีชีวิตของเรานี้เป็นตัวเดียวกันกับธรรมะ  โดยไม่ต้องมีการพูดหรือมีการอะไร.  ชีวิตก็ดี การงานก็ดีศาสนาก็ดี  ศิลปะก็ดี  หรืออะไรก็ดี ให้หลอมเข้า เป็นสิ่งเดียวกัน  เป็นธรรมะ, ให้ชีวิตนั้นมันเป็นอยู่ด้วยธรรมะ, ให้การงานนั้นเป็นการงานอยู่ด้วยธรรมะ, ให้ศาสนาคือการประพฤติ  ปฏิบัติ กาย วาจา ใจ  ตามระเบียบศาสนานั้น อย่าเป็นเปลือกของธรรมะ ให้เป็นธรรมะจริง ๆ

อนึ่งสิ่งที่เรียกว่า ศิลป์ ที่เรานิยมกันนัก ว่าศิลปะ ศิลปินอย่างนี้ ให้มันเป็นศิลป์อยู่ตรงที่ การทำที่ฉลาดที่สุด น่าดู งดงามที่สุด,ตรงที่สามารถทำชิวิตนี้ไม่ให้เป็นทุกข์เลย,  ให้มันงามอยู่ ตรงที่ไม่มีความเศร้าหมอง หม่นหมอง  เร่าร้อนเลยนั่นแหละคือความงามอย่างยิ่ง. เมื่อรู้จักทำอย่างนี้ก็เป็นศิลป์หรือศิลปินอย่างยิ่ง, เป็นศิลป์ศิลปินของชีวิต. เพราะฉะนั้นศาสนาก็คือศิลปะ, พุทธศาสนาแท้ ๆ ก็คือศิลปะ   เพราะว่าเป็นอุบายอันหนึ่งที่ทำให้ชีวิตนี้งามอย่างยิ่ง, มีปรากฎการณ์ออกมาเป็นความงามอย่างยิ่ง ไม่มีอะไรงามเสมอเหมือน  แล้วประณีตละเอียดเป็นงานฝีมืออย่างยี่ง  ในการที่จะทำอย่างนั้นได้ คือการเดินไปตามทางสายกลางดังที่ได้อธิบายแล้วแต่วันก่อน ๆ นั้น  นั่นแหละคือศิลปะอย่างยิ่ง.  ถ้าให้ระบุก็คืออริยมรรคมีองค์แปดประการ  นั่นแหละคือศิลปะสูงสุดของทั้งหมดของมนุษย์  หรือของสิ่งที่มนุษย์จะรู้จักได้.  ศาสนาก็คือศิลปะ  เพราะฉะนั้นการงานของเราเมื่อเนื่องอยู่ด้วยศาสนา  ด้วยธรรมะแล้วมันก็เป็นการงานศิลป์, ชีวิตก็เป็นชีวิตศิลป์.  มองดูในแง่ชีวิตก็เป็นชีวิต มองดูในแง่การงานก็เป็นการงาน  มองดูในแง่ศาสนาก็เป็นศาสนา มองดูในแง่ศิลป์ก็เป็นศิลป์ ทีนี้มันมากนัก  หลอมเป็นสิ่งเดียวกันเสียดีกว่า เป็นธรรมะ, ธรรมะ, ธรรมะ, คำเดียวพอ.

นี่เราจงมีอะไรเป็นของตัวเราเองอย่างนี้เราจะได้เอาตัวรอดได้ เราอย่าไปเดินตามฝรั่ง ไปเสียตะพึด, เพราะว่ามันไม่เหมือนกัน  และกล่าวได้ว่า ฝรั่งยังไม่รู้ธรรมะ ที่จะดับทุกข์ได้ดีไปกว่าเรา  เพราะฉะนั้น เราอย่ายกเขาเป็นผู้นำทางวิญญาณของเรา.  เราดูเขาแต่ที่จะใช้แก้ปัญหา ในทางวัตถุ และเท่าที่จำเป็นเท่านั้น.  ส่วนใหญ่ใจความเราจะต้องใช้ของเราเอง. ถ้าเราไปหลงวัฒนธรรมตะวันตก ทุกแขนงทุกอย่างนั้น  ก็คือกระโดดลงเหวที่มืดที่สุด และไกลจากธรรมะยิ่งขึ้นไปทุกที มันคนละอย่างคนละแบบ.

พุทธทาสภิกขุ.
ธรรมโฆษณ์ ชุด ธรรมบรรรยายระดับมหาวิทยาลัย น.๒๗๘


ความดี ความงาม ความจริง

คำว่า  "ศาสนา"  ของพระพุทธเจ้านั้น  ท่านเล็งถึงสิ่ง ๓ สิ่ง  คือความรู้ อย่างหนึ่ง, และการปฏิบัติตามความรู้นั้น อย่างหนึ่ง, และการได้ผลเป็นความสะอาด สว่าง สงบขึ้นมานั้น อีกอย่างหนึ่ง, รวมกันสามอย่างนี้  เรียกว่าศาสนา.  เรียกเป็นบาลีก็ว่า : เป็นปริยัติธรรม, ปฏิบัติธรรม, ปฏิเวธธรรมสามอย่างนี้รวมกันเรียกว่าพระศาสนา.  เพราะฉะนั้น ท่านทั้งหลาย จะต้องเข้าถึงศาสนาอย่างนี้  และมีศาสนาอย่างนี้ เพื่อความรู้ก็ตาม เพื่อปฏิบัติก็ตาม  เพื่อเอาเป็นที่พึ่งก็ตาม ต้องมีศาสนาอย่างนี้  นี้เป็นคำกล่าวที่กว้างที่สุด  และใช้ได้แก่ศาสนาทั้งปวง.

ทีนี้เรามาถึงเรื่องเบ็ดเตล็ด  เป็นคำเบ็ดเตล็ด  แต่ว่าสำคัญมาก เป็นสิ่งที่สำคัญแก่มนุษย์เรามาก เป็นมูลเหตุ แห่งความทุกข์  และความสุขทีเดียว  เช่นว่าความดี  ความดี  ความจริง  ความยุติธรรมเหล่านี้  ลองคิดดูว่า อะไรเป็นความงาม ความดี ความจริง ความยุติธรรม.

ความงาม  ทางฝ่ายวัตถุ นั้น  คงจะเข้าใจกันได้ดีมาก  ว่าความงามทางฝ่ายวัตถุก็คือรูปงาม บางคน เอาความงามของร่างกาย เป็นอาชีพก็มี  จึงได้นึกหหลงใหลกันในความงาม มากถึงอย่างนั้นทั้ง ๒ ฝ่าย  คือทั้งฝ่ายที่เป็นเจ้าของความงาม  และผู้ที่จะมาซื้อหาความงาม จากบุคคลนั้น  อันนี้ก็คือ ความงามที่วัตถุที่ร่างกาย หรือที่เนื้อหนัง.

ทีนี้  ความงาม  เพราะว่าเขาร่ำรวย  บางคนก็เอาความงามที่ร่ำรวย เพราะมีทรัพย์มากอย่างนี้ก็มี.  ทีนี้บางคนก็วัดความงาม ที่มีวิชาความรู้สูง  งามอย่างนี้ก็มี.

อย่างที่เขาจะเลือกคู่ครองอย่างนี้  จะต้องนึกถึงรูป  นึกถึงทรัพย์  นึกถึงวิทยฐานะอะไรทำนองนี้  แต่ว่าความงามเหล่านี้  มันเป็นเรื่องวัตถุ  และมองกันในด้านนอก หรือภายนอกเท่านั้น.

ส่วน  ความงามที่แท้จริงนั้น  เป็นเรื่องทางภายในด้านจิตใจ คือ ความงามของธรรมะที่มีอยู่ในบุคคลนั้น  คือเขางามด้วยอำนาจของธรรมะ ที่มีอยู่ที่เนื้อที่ตัว  ที่กาย ที่วาจา  ที่ใจของเขา  ไม่คำนึงถึงรูป  หรือทรัพย์สมบัติ หรือวิทยฐานะเลย  ถ้ามันมีหมด มันก็ยิ่งงามทั้งข้างนอกข้างใน.  แต่ถ้าจะต้องเลือกเอาอย่างเดียวแล้ว  จะเลือกเอาอย่างไหน? ไปคิดดูกันเอง.

เรื่องของความดี พวกวัตถุนิยมก็ต้องเอาว่า "ได้"  นั่นแหละดี  ได้มราเป็นของกู เป็นตัวกูแล้ว นั่นแหละดี  อย่างอื่นไม่ดี. นี่ ! ขอให้ดูไปเถิด ดูที่เราเองดูที่คนอื่น  ดูที่คนทั้งเมือง  ว่าเขากำลังเอาอะไรเป็นความดี  เขากำลังเอาสิ่งที่ได้หรือการได้นั้น เป็นความดีหรือเปล่า ?  บางคนก็เอาตามที่โลกเขานิยมกันว่าดีก็แล้วกัน เพราะเขาว่าดีกันทั้งบ้านทั้งเมืองแล้ว  เราจะไปไม่ดีอยู่คนเดียวอย่างไรได้  อย่างนี้ก็มี.

แต่พระพุทธเจ้าท่านไม่ว่าอย่างนั้น  คนทั้งเมืองจะว่าอย่างไร  ฉันไม่รู้ถ้าดีมันต้องดีจริง และดีจริงอย่างยิ่ง  ก็ตรงที่มันไม่เศร้าหมอง  มันไม่เร่าร้อนมันไม่ทุกข์ร้อน  มันไม่โง่เขลา, มันต้องดีอยู่ที่ความ  สะอาด  สว่าง  สงบ ด้วยเหมือนกัน.

บางคนเป็นเอามากกว่านั้นอีก  คือ โลกนิยมนั้นมันยังเป็นสมัย ๆ อีกด้วยซ้ำไป อย่างแบบเสื้อ หรืออะไรอย่างนี้ มันยังเป็นสมัย ๆ ชั่วเวลาไม่กี่เดือน.  ทีนี้ความดีอย่างอื่นก็เหมือนกัน ที่โลกเขานิยมแล้ว  ยังเป็นสมัย ๆ เป็นเฉพาะถิ่นเฉพาะแห่งไปก็มี. บางคราวเขานิยมว่า นั่นนี่เป็นดี  พอถึง

คราวอื่นเขาไม่นิยมเสียแล้ว.  นี่เป็นความดีอย่างหลอกลวง   อย่างมายา   ตามประสาของโลก. ส่วนความดีที่แท้จริง ที่มนุษย์ควรจะได้ให้ทนในชาตินี้นั้น ไม่มีอะไรจะยิ่งไปกว่า  ความสงบเย็นชนิดที่หาจากทางอื่นไม่ได้  นอกจากจะหาจากธรรมะอย่างเดียว  จึงจะเรียกว่าเป็นความดี.

ถ้าพูดถึง ความจริง  คนมันมีตา มีหู มีจมูก มีลิ้น มีกาย เป็นเครื่องสัมผัส เพราะฉะนั้น มันก็จริง เท่าที่เขาสัมผัสได้ด้วยตา หู จมูก ลิ้น กายของเขาเอง คือเท่าที่เขาพิสูจน์ได้ ทดลองได้ทางวัตถุ  เพราะฉะนั้นสิ่งที่เรียกว่าความจริงของชาวโลกที่ไม่เกี่ยวกับธรรมะนั้น มันก็คือเท่าที่เขาเห็นหรืเขารู้สึก  หรือเขาเชื่อว่ามันจริง.  เพราะฉะนั้นมันจึงถูกหลอกด้วยอารมณ์  หรือแม้แต่ถูกหลอกด้วยเหตุผล  ที่มันเปลี่ยนแปลงได้  เป็นความจริงในขณะหนึ่ง  และไม่เป็นความจริงในอีกขณะหนึ่ง.

แม้แต่กฎวิทยาศาสตร์ของนักวิทยาศาสตร์นั้น  ผู้ศึกษาก็รู้ได้ดีว่า มันเปลี่ยนอยู่บ่อย ๆ. ครั้งหนึ่งสมมุติว่า  จริงอย่างยิ่ง กฏวิทยาศาสตร์ข้อนี้แล้วต่อมาก็ไม่จริงแล้ว. นี้เพราะว่า มันจริงเท่าที่เขารู้สึกได้ด้วยตัวเขา เฉพาะขณะนั้นเวลานั้น  ด้วยเหตุผลอย่างนั้นด้วยการพิสูจน์ทดลองอย่างนั้นเท่านั้น.  อย่างนี้ยังไม่ใช่ธรรมะเลย  เป็นความจริงอย่างโลก ๆ ทางภายนอก.

ความจริงที่แท้จริงมันต้องจริงชนิดที่ไม่เปลี่ยนแปลง  ถ้าทุกข์ก็ต้องทุกข์จริง  ถ้าไม่ทุกข์ก็ต้องไม่ทุกข์จริง   ถ้าเป็นเหนุให้เกิดทุกข์  ก็ต้องให้เกิดทุกข์จริง ๆ ไม่หลอกใคร และถ้าดับทุกข์ได้ ก็ต้องดับทุกข์ได้จริง ๆ แล้วก็ไม่หลอกใคร นี่ ! จึงจะเรียกว่า ความจริงที่ประเสริฐของพระพุทธเจ้า หรือของพระอริยเจ้า.  ขอให้เรามองความจริง หรือสิ่งที่จริงกันในลักษณะเช่นนี้.

ความมุ่งหมายของการศึกษาทั่วไป ทั้งหมดทั้งสิ้น ก็เพื่อเข้าถึงความจริง ความมุ่งหมายของปรัชญา ทั้งหมดทั้งสิ้น ก็มุ่งหมายเพื่อจะเข้าถึงความจริง แต่ทีนี้การศึกษา หรือปรัชญาแขนงนั้น ๆ ก็มุ่งหมาย เพื่อจะเข้าถึงความจริง แต่ทีนี้การศึกษา หรือปรัชญาแขนงนั้น ๆ หรือสิ่งนั้นมันไม่สมบูรณ์  มันครึ่ง ๆ กลาง ๆ แล้วมันถึงกับป้ำ ๆ เป๋อ ๆ ก็มี นี่ ! แล้วมันจะจริงหรือเข้าถึงความจริงได้อย่างไร.

ทีนี้เราเอาเรื่องที่สำคัญที่สุดมาเป็นตัวเรื่อง  เช่นเรื่องความทุกข์ และ เรื่องดับทุกข์ เราค้นหาความจริง ของเรื่องนี้ให้พบ  นี้มันจึงจะพบของจริง  และเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ที่สุด ดีที่สุด ประเสริฐที่สุด.   ส่วนของจริงที่ไม่มีประโยชน์หรือว่าเพราะไม่อาจจะเอามารับใช้เป็นประโยชน์อะไรได้นั้น  ก็มีอยู่เยอะแยะ.

เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าท่านจึงสอนว่า ฉันบอกแกกำมือเดียวเท่านั้น ที่ไม่บอกอีกเยอะแยะ ที่จำเป็นจะต้องบอกกันนี้กำมือเดียว  ซึ่งกล่าวให้ฟังแล้วแต่วันแรกว่าจริงแท้ด้วย แล้วก็กำมือเดียวเท่านั้นแล้วก็มีประโยชน์ทั้งหมดทั้งสิ้น.

คำสุดท้ายที่จะพูด "ความยุติธรรม" หรือความเป็นธรรม ในโลกนี้อำนาจอาจจะเป็นยุติธรรม  หรือเป็นธรรม ขึ้นมาเมื่อไรก็ได้,  หรือว่าตัวประโยชน์นั่นแหละ อาจจะเป็นความยุติธรรมขึ้นมาเมื่อไรก็ได้,   หรือว่าวัตถุพยาน เท่าที่เขาจะหามาได้เท่านั้น  ที่จะให้เป็นเหตุผลแก่ความยุติธรรม. ทีนี้ถ้าพยานมันเท็จ หรือมันไม่อาจจะรู้ได้ว่า พยานเท็จแล้ว  ความยุติธรรมนั้นมันก็หลอกทั้งที่ไม่รู้.

เพราะฉะนั้นความยุติธรรมที่แท้จริงนั้นจึงหาไม่ได้ ถ้าไม่เกี่ยวกับธรรมะ ถ้ามันเป็นโลกแล้ว มันก็เป็นความยุติธรรมไปตามแบบของโลก  ความยุติธรรมอย่างโลก ๆ เป็นเรื่องด้านนอกเสมอไป แต่ถ้าธรรมะแล้วมันไม่เข้าใครออกใครเด็ดขาดโดยประการทั้งปวง.  เช่นกฏแห่งกรรมก็ดี กฏแห่งความไม่เที่ยง เป็นทุกข์เป็นอนัตตาก็ดี  เรื่องทุกข์ เรื่องเหตุให้เกิดทุกข์  ความดับทุกข์  ทางให้ถึงความดับทุกข์ก็ดี   เหล่านี้มันเป็นสิ่งที่เด็ดขาดและยุติธรรมอย่างยิ่ง  ไม่เห็นแก่หน้าใคร ไม่มีผู้ได้สิทธิพิเศษหรืออะไรทำนองนั้น  มันเป็นธรรมชาติที่มีอำนาจเด็ดขาดตายตัว,

พุทธทาสภิกขุ.
ธรรมโฆษณ์ ชุด ธรรมบรรรยายระดับมหาวิทยาลัย น.๑๗๔-๑๗๖

คัดลอกจาก : สมาคมคนน่ารัก
Link : http://khonnaruk.com/

พุทธศาสนาสำหรับสังคมสมัยใหม่ สนทนากับ ติช นัท ฮันห์



พุทธศาสนาสำหรับสังคมสมัยใหม่
สนทนากับ ติช นัท ฮันห์

ติช นัท ฮันห์ พระอาจารย์เซนชาวเวียดนาม ถือกำเนิดเดือนตุลาคม พ.ศ.๒๔๖๙ ในเวียดนามตอนกลาง เข้าสู่เพศบรรชิตเมื่ออายุ ๑๖ ปี ในช่วงที่เกิดสงครามเวียดนาม ท่านได้ออกจากวัด มาเริ่มงานช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากสงคราม และทำงานรณรงค์สันติภาพ อย่างเปิดเผยต่อสาธารณชน ปี ๒๕๐๙ ท่านได้ออกเดินทางไปทั่วสหรัฐอเมริกา ตามคำเชิญของ สมาพันธ์เพื่อการสมานไมตรี “เพื่ออธิบายถึงความมุ่งมาดปรารถนา และความรู้สึกอันเจ็บปวด ของมวลชนชาวเวียดนาม ที่ไร้ปากเสียงทั้งหลาย” ผลจากการทำเช่นนี้ รัฐบาลเวียดนามขู่ว่าจะจับกุมท่าน ท่านจึงไม่สามารถหวนคืนถิ่นกำเนิดได้ นัท ฮันห์ ดำรงตำแหน่งเป็น ประธานคณะกรรมการ ชาวพุทธเวียดนาม เพื่อสันติภาพช่วงสงคราม และในปี พ.ศ. ๒๕๑๐ ท่านได้รับการเสนอชื่อเข้ารับรางวัลโนเบล โดย ดร.มาติน ลูเธอร์คิง, จูเนียร์

นับเป็นเวลาหลายปี ที่นัท ฮันห์ ได้เพียรพยายามช่วยเหลือเด็ก ๆ ชาวเวียดนามที่ได้รับผลกระทบจากสงคราม และเข้าปกป้องคุ้มครอง ผู้อพยพทางทะเลให้ปลอดภัย ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ท่านได้เป็นผู้นำในการจัดอบรมสมาธิภาวนาให้กับกลุ่มต่าง ๆ เช่น กลุ่มทหารผ่านศึกเวียดนาม–อเมริกัน นักจิตบำบัด นักสิ่งแวดล้อม นักเคลื่อนไหวทางสังคม และประชาชนทั่วไป ปัจจุบันนี้ท่านพำนักลี้ภัยอยู่ที่หมู่บ้านพลัม ซึ่งเป็นศูนย์อบรมเจริญภาวนาตั้งอยู่ทางตอนใต้ของประเทศฝรั่งเศส ณ ที่แห่งนี้ ท่านยังคงทำงานเผยแผ่ เขียนหนังสือ ทำสวน และงานด้านการช่วยเหลือผู้อพยพทั้งหลาย หนังสือต่าง ๆ ที่ท่านเป็นผู้เขียนรวมแล้วมีมากกว่า ๖๐ เล่ม ในจำนวนนี้ รวมทั้ง เรียกฉันด้วยนามอันแท้จริง, เธอคือศานติ : ลำนำแห่งลมหายใจและรอยยิ้ม, คือเมฆสีขาวทางก้าวเก่าแก่ ฯลฯ

บทสัมภาษณ์ในครั้งนี้ เกิดขึ้นที่หมู่บ้านพลัม ในปี ๒๕๓๘ โดย เฮเลน ทรอคอฟ บรรณาธิการนิตยสาร Tricycle เป็นผู้สัมภาษณ์

Tricycle : ผู้คนเรือนแสนหันมาสนใจพุทธศาสนาเพราะท่าน สิ่งสำคัญที่พวกเขาจะต้องรู้คืออะไรคะ?

นัท ฮันห์ : (หัวเราะ) รู้จักพุทธศาสนา หรือรู้จักตัวพวกเขาเอง? เป็นเรื่องสำคัญที่เราต้องเข้าใจว่า พุทธศาสนาเป็นเรื่องของวิถีชีวิต ผู้คนอาจจะสนใจศึกษาพุทธศาสนาเนื่องจากมีปัญหาบางอย่างกับศาสนาของตัวเอง สำหรับอาตมาแล้ว พุทธศาสนานั้นเป็นขนบประเพณีอันเก่าแก่และเปิดกว้างมาก ถือเป็นมรดกอันหนึ่งของมนุษยชาติ หากคุณไม่รู้จักว่าอะไรคือพุทธศาสนา คุณก็ไม่ได้รับประโยชน์จากภูมิปัญญาอันนี้

Tricycle : ทุกคนสามารถได้รับประโยชน์จากพุทธศาสนาหรือคะ?

นัท ฮันห์ : พุทธศาสนาเป็นวิถีชีวิตมากกว่าเป็นศาสนา เหมือนกับผลไม้ คุณอาจชอบกินผลไม้หลายชนิด เช่น กล้วย ส้ม หรือส้มจีน เป็นต้น เมื่อมีบางคนบอกคุณว่า มีผลไม้ชนิดหนึ่งเรียกกันว่ามะม่วง และจะเป็นเรื่องที่ดีมากหากคุณจะลองชิมดูสักครั้ง คงน่าเสียดายหากคุณไม่รู้ว่ามะม่วงคืออะไร และการหันมากินมะม่วง ก็ไม่ได้เรียกร้องให้คุณต้องเลิกนิสัยที่เคยชอบกินส้มชนิดต่าง ๆ แล้วทำไมไม่ลองดูล่ะ เผลอ ๆ คุณอาจจะชอบมะม่วงก็ได้ พุทธศาสนาก็เหมือนกับมะม่วงชนิดหนึ่ง คุณเห็นมั้ย —มันเป็นวิถีชีวิต เป็นประสบการณ์คุ้มค่าน่าลองดู มันเปิดกว้างแก่ทุกคน คุณยังคงเป็นยิวเป็นแคธอลิกต่อไป ขณะที่ได้รับความสุขจากพุทธศาสนา อาตมาคิดว่าเป็นสิ่งที่เยี่ยมยอดมากทีเดียว

Tricycle : แรกทีเดียว ในหนังสือ Interbeing ที่ท่านได้ตีพิมพ์สิกขาบท ๑๔ ข้อขึ้นเป็นครั้งแรกนั้น ดิฉันอยากรู้เกี่ยวกับการเปลี่ยนจากสิกขาบท ๑๔ ข้อมาเป็นศีลห้าที่ท่านเน้นย้ำอยู่เสมอเมื่อเร็ว ๆ นี้ ดูเหมือนว่าบางทีศีลห้าจะเข้มงวดเสียยิ่งกว่า อันนี้เนื่องมาจากความคิดของท่านที่มีต่อลูกศิษย์หรือเปล่าคะ ที่มองว่าเราต้องการมีวินัยเข้มงวดมากยิ่งขึ้น?

นัท ฮันห์ : ศีลห้าเป็นของเก่าแก่มาก ซึ่งย้อนกลับไปได้ถึงสมัยพุทธกาล พวกเรารู้สึกว่า มันควรได้รับการพูดเสียใหม่ ควรได้รับการพูดถึงอีกครั้งในความหมายที่เข้าใจได้ง่ายขึ้นสำหรับคนในปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กับคนหนุ่มสาวในตะวันตก ถ้าคุณบอกว่า “อย่าทำอย่างนั้น อย่าทำอย่างนี้” ผู้คนก็ไม่ชอบ เพราะเขารู้สึกว่ากำลังถูกบังคับ ให้ทำอะไรบางอย่าง ในทวีปเอเชีย พวกเราก็ได้รับประโยชน์จากการใช้คำใหม่ เช่นเดียวกันนี้ อันนี้ก็เนื่องจากว่าเอเชียในปัจจุบันได้ติดต่อกับโลกตะวันตก และชีวิตประจำวันของผู้คน ก็ถูกทำให้เป็นตะวันตกเสียแล้ว

Tricycle : การถือศีล ๕ นี้เป็นอย่างไร

นัท ฮันห์ : การถือศีล ก็คือ การปกปักรักษาตัวคุณเอง คนที่คุณรัก และสังคม นี่คือเหตุผลว่าทำไม “ความกรุณา” จึงเป็นศีลข้อแรกที่เข้ามาแทน “การห้ามเข่นฆ่า” ที่ใช้ถ้อยคำเช่นนี้ก็เพราะว่า ศีลข้อแรก เป็นการปฏิบัติเพื่อการพิทักษ์รักษาชีวิต ฉันขอปฏิญาณว่าจะละเว้นจากการฆ่า จากการสนับสนุนให้ผู้อื่นฆ่า ฉันขอปฏิญาณว่าจะทำทุกวิถีทางเพื่อปกป้องชีวิตและป้องกันการเข่นฆ่าที่จะเกิดขึ้น ทั้งนี้ไม่ใช่แต่เพียงการกระทำทางกายและวาจาเท่านั้น แต่ด้วยวิถีชีวิตและความคิดของฉันอีกด้วย ด้วยการเจริญสติและความรู้เท่าทัน คุณรู้ว่าความทุกข์นั้นเกิดจากการทุบทำลายชีวิต ผู้คนจึงพร้อมที่จะรับเอาศีลข้อนี้ ไปเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต และศีลอีก ๔ ข้อ ก็เป็นไปในลักษณะเดียวกัน

Tricycle : ที่ท่านบอกว่า “เพื่อปกป้องตัวคุณเอง เพื่อปกป้องครอบครัวของคุณ” จริง ๆ แล้วหมายความว่าอย่างไรคะ?

นัท ฮันห์ : อาตมาพูดด้วยภาษาที่ใช้กันในชีวิตประจำวัน เมื่อคุณถือศีลว่าจะไม่ดื่มอัลกอฮอล์ คุณไม่เพียงแต่ปกป้องตัวคุณเอง แต่คุณกำลังปกป้องครอบครัวของคุณ สามีของคุณ ภรรยาของคุณ ลูก ๆ ของคุณ นี่คือการปกป้องคุ้มครองสังคมของคุณ ถ้าขณะขับรถอยู่คุณไม่เมาเหล้า ก็เท่ากับคุณปกป้องผู้คนอีกหลายคน ไม่เพียงตัวคุณเอง แต่หมายถึงครอบครัวของคุณด้วย ถ้ามีคนเสียชีวิตในอุบัติเหตุ ครอบครัวของเขาก็จะต้องเป็นทุกข์ และนี่ก็เท่ากับว่าคุณปกป้องคนผู้นั้นไม่ให้ได้รับบาดเจ็บด้วยการไม่ดื่มเหล้า มันง่ายมากอย่างนี้

Tricycle : ช่วยอธิบายได้ไหมคะว่า เมื่อท่านพูดถึงคำว่า “บรรพบุรุษ” หรือ “มรดกตกทอด” ที่เกี่ยวเนื่องกับ “กรรม” ท่านหมายความว่าอย่างไร? มีความรู้สึกว่าสิ่งที่เราเรียกว่า “กรรม” เป็นเรื่องทางพันธุกรรม ทางชีววิทยา เป็นอะไรบางอย่างที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนผ่านทางกรรมพันธุ์

นัท ฮันห์ : กรรม คือ การกระทำ การกระทำของพ่อสามารถมีผลกระทบถึงลูก เมื่อคุณปฏิบัติธรรม ก็ เท่ากับคุณได้เปลี่ยน กรรม เมื่อคุณปฏิบัติธรรมใช่เพื่อเปลี่ยนแปลงเฉพาะตัวคุณเอง แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงพ่อแม่ของคุณ และบรรพบุรุษของคุณด้วย ในประเทศเวียดนาม เรามีภาษิตว่า เมื่อพ่อกินเกลือมากเกินไป ลูกก็ต้องดื่มน้ำมากยิ่งขึ้น กรรมหรือการกระทำก็เช่นเดียวกัน ไม่เพียงแต่คุณเท่านั้นที่ต้องทนทุกข์ ลูก ๆ ของคุณก็ต้องทุกข์ไปด้วย นี่คือเหตุผลว่า ทำไมการถือศีล จึงถือเป็นการคุ้มครอง ทั้งตัวคุณเองและคนรุ่นที่จะตามมาในอนาคต

Tricycle : ความคิดเรื่องการสืบสายทางพันธุกรรม เข้ากันได้กับการกลับชาติมาเกิดใหม่หรือไม่คะ?

นัท ฮันห์ : อาตมาคงได้แต่ยิ้มเท่านั้น การกลับชาติมาเกิดใหม่ หมายความว่า มีอะไรบางอย่างเข้าไปสู่ร่างกาย อาจจะเป็นบางอย่างที่เรียกว่า “ดวงวิญญาณ” หรือ “จิต” หรือคุณจะใช้คำไหนก็ได้ที่คุณชอบ ให้ความหมายใหม่อีกครั้งว่า การกลับชาติมาเกิด หมายถึง “มาสู่ร่างกายอีกครั้ง” ความเข้าใจก็คือว่า “ดวงวิญญาณ” สามารถออกไปได้ และ “คุณ” สามารถเข้าไปข้างใน นี่อาจจะไม่ใช่คำที่ดีที่สุด ไม่ใช่ภาษาชาวพุทธเสียทีเดียว ในพุทธศาสนามีคำว่า “การเกิดใหม่” เหตุนี้คำสอนพื้นฐานของพระพุทธเจ้า จึงเป็นเรื่อง “ไม่ใช่ตัวตน” ทุกสิ่งทุกอย่างปรากฏตัวก็เพราะมีเหตุปัจจัย ดังนั้น หากไม่มีร่างกายเสียแล้ว ความรับรู้ ความรู้สึก และจิตสำนึกของเราย่อมไม่สามารถปรากฏได้

Tricycle : ไม่ใช่เกิด แต่เป็นการปรากฏหรือคะ?

นัท ฮันห์ : ใช่ ดังนั้น ร่างกายจึงเป็นเหตุปัจจัยอันหนึ่ง และมีเหตุปัจจัยอื่น ๆ อีกมาก ในตอนนี้มีพุทธศาสนาอย่างน้อย ๒ ประเภท คือ พุทธศาสนาแบบมหาชนกับพุทธศาสนาแนวลึก พุทธศาสนาชนิดไหนที่คุณกำลังพูดถึงเป็นเรื่องที่สำคัญมาก พุทธศาสนาเรียกร้องการเรียนรู้และการปฏิบัติ เพราะอะไรก็ตาม ที่คุณพูดถึงในความหมายประเภทที่สองนั้น อาจนำไปสู่การเข้าใจผิด และก่อให้เกิดความเสียหายได้ คำสอนที่แท้เป็นคำสอนชนิดที่ปรับให้สอดคล้องกับปัจจัย ๒ ประการเสมอ ประการแรกก็คือ ต้องสอดคล้องกับญาณทัศน์ของชาวพุทธ และประการที่สอง มันต้องเหมาะสมกับบุคคลที่รับคำสอนนั้น ๆ เหมือนกับโอสถ ตัวโอสถต้องเป็นของแท้ และมันต้องตรงกับโรคของคนที่รับโอสถนั้น บางครั้ง คุณอาจจะให้การรักษาชนิดที่แสนแพงกับใครสักคนหนึ่ง แต่เขาก็ยังเสียชีวิต นี่คือเหตุผลว่าทำไมเมื่อพระพุทธองค์พบปะกับใครบางคนและสั่งสอนเขา พระองค์จึงต้องรู้จักคนผู้นั้นเพื่อที่จะมอบคำสอนที่เหมาะสมให้ แม้ว่าคำสอนจะมีคุณค่ามหาศาล แต่หากคุณไม่ทำให้เหมาะควรกับบุคคลนั้น ๆ นั่นก็ไม่ใช่การสอนในทางพุทธศาสนา คำสอนนั้นอาจเป็นคำสอนที่ยอดเยี่ยมกับอีกคนหนี่ง แต่กับคน ๆ นี้ มันจะไม่เป็นคำสอนในทางพุทธ นั่นเพราะมันทำให้เกิดความเสียหาย ให้ผลร้ายมากกว่าผลดี หากคุณหยิบยื่นสิ่งของที่ไม่เหมาะสมให้ ก็เท่ากับคุณทำลายเขา

Tricycle : สำหรับผู้อ่านเรือนพันที่อ่านหนังสือของท่าน ท่านหยิบยื่นให้พวกเขาในระดับไหนคะ?

นัท ฮันห์ : หนังสือเหล่านี้ส่วนใหญ่มีกลุ่มผู้ฟังหรือผู้อ่านเฉพาะอยู่แล้ว เช่น เธอคือศานติ : ลำนำแห่งลมหายใจและรอยยิ้ม (Being Peace) แรกก็พูดกับเด็ก ๆ และคนที่มาเข้าอบรมสมาธิภาวนา เมื่อคุณอ่านหนังสือ คุณจะเห็นว่าผู้ฟังประเภทไหนที่หนังสือต้องการสื่อไปถึง อันนี้เป็นจริงกับทุกเรื่อง ทุกพระสูตร แม้กระทั่งกับคัมภีร์ไบเบิลก็เหมือน-กัน เมื่อพระเยซูตรัสกับใครสักคน พระองค์ต้องทรงรู้จักเขาคนนั้นและตรัสกับเขาเป็นการเฉพาะ พระสูตรก็เช่นกัน คุณต้องรู้ว่าใครกันที่พระพุทธองค์ตรัสถึง บางทีพระพุทธเจ้าไม่ได้ตรัสกับคุณ หากพระองค์กำลังตรัสกับบุคคลอีกผู้หนึ่ง แต่ถ้าคุณรู้ว่าบุคคลผู้นั้นที่พระพุทธองค์ตรัสอยู่ด้วยนั้นเป็นใคร ก็เท่ากับว่าพระพุทธเจ้ากำลังตรัสกับคุณด้วย อันนี้สำคัญมาก

Tricycle : มีปัญหาบ้างหรือเปล่าค่ะ ในการหยิบยื่นคำสอนที่เหมาะสมให้กับผู้คนหมู่มาก โดยเฉพาะกับคนจำนวนมากในตะวันซึ่งไม่มีพื้นเพทางพุทธศาสนามาก่อนเลย?

นัท ฮันห์ : เราทุกคนต้องพิจารณาความเหมาะสมของคำสอน เพราะนี่เป็นปัญหาใหญ่เรื่องหนึ่ง อย่างที่อาตมาพูดแล้วว่า ศีล ๕ นั้นสอนกันมาในประเทศจีน เวียดนาม และทิเบตเป็นเวลานานอย่างที่เป็นอยู่ ซึ่งไม่ได้มีปัญหาทางด้านถ้อยคำแต่อย่างใด (หัวเราะ) แต่เมื่อเรานำเสนอคำสอนเดียวกันนี้กับหนุ่มสาวที่นี่ พวกเขาบอกว่า “ฉันไม่ชอบถูกออกคำสั่งให้ทำเช่นนั้นเช่นนี้”

Tricycle : ความเป็นอยู่ในชีวิตของท่านมีผลกระทบต่อวิถีที่ท่านสอนอย่างไรคะ? ความสำคัญของสิ่งต่าง ๆ เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาหรือไม่นั้น มีอะไรเปลี่ยนแปลงบ้างหรือไม่ในวิธีการที่ท่านพูด เนื้อหาที่ท่านพูดหรือสิ่งที่ท่านคิดว่าโลกจำเป็นต้องรับรู้

นัท ฮันห์ : ในหมู่บ้านพลัม ผู้อพยพชาวเวียดนามได้เข้ามาศึกษาปฏิบัติพร้อมกันไปกับชาวยุโรปและชาวอเม--ริกัน ในช่วงเปิดภาคฤดูร้อน อาตมาเคยบรรยายธรรมถึง ๓ ภาษา คือ ภาษาเวียดนาม ฝรั่งเศส และภาษาอังกฤษ มิตรสหายชาวตะวันตกของเรา อยากรู้กันมากถึงสิ่งที่อาตมาพูดกับคนเวียดนาม พวกเขาเข้ามาฟังการแปลโดยใช้หูฟัง แล้วพบว่า เมื่ออาตมาบรรยายธรรมในภาษาเวียดนามนั้นกลับแตกต่างออกไปมากทีเดียว อาตมาระลึกเสมอว่ากำลังพูดกับกลุ่มคนที่มีเบื้องหลังอันทนทุกข์ประเภทหนึ่งโดยเฉพาะ ความทุกข์ของพวกเขานั้นไม่เหมือนกันเสียทีเดียวกับความทุกข์ที่คนตะวันตกได้รับอยู่

Tricycle : พอจะบอกถึงความแตกต่างนั้นได้ไหมคะ?

นัท ฮันห์ : สมมติว่าเรากำลังพูดถึงครอบครัวผู้อพยพที่ผ่านวันคืนอันทุกข์ทรมานในสภาพ “มนุษย์เรือ” อาจจะมีบางคนในหมู่พวกเขาที่เสียชีวิตในระหว่างการเดินทางอันเสี่ยงอันตรายนั้น บางครั้งลูกอาจรอดชีวิต ส่วนพ่อแม่ต้องล้มตายไป พวกเขาทนทุกข์กับการสูญเสียผู้อันเป็นที่รัก ดังนั้นเหตุการณ์แวดล้อมจึงแตกต่างกัน ด้วยเหตุนี้ อาตมามีความรู้สึกว่า ธรรมะที่บรรยายกับชาวเวียดนามนั้นคนตะวันตกอาจรู้สึกแปลก แต่ปรากฏว่าในเวลาต่อมา มิตรสหายชาวตะวันตกบอกว่า “ทำไมท่านไม่พูดถึงปัญหาแบบเดียวกันนั้นให้เราฟังบ้าง?” ส่วนชาวเวียดนามก็เช่นเดียวกัน แต่ละคนอยากรู้อยากเห็นว่าอาตมาพูดอะไรกับคนอีกกลุ่มหนึ่ง ผลก็คือ มีหลายสิ่งที่คนทั้ง ๒ วัฒนธรรมสามารถเข้าใจร่วมกันได้ และแต่ละฝ่ายก็ได้รับประโยชน์จากคำสอนของอีกฝ่ายหนึ่ง

Tricycle : การตื่นรู้สามารถเกิดขึ้นแจ้งได้ด้วยการหายใจอย่างมีสติหรือคะ? – ดูเหมือนเรื่องนี้จะเป็นหัวใจของคำสอนทั้งหมดของท่านเลยทีเดียว

นัท ฮันห์ : แน่นอน การหายใจอย่างมีสติจะช่วยให้คุณเห็นความโกรธ ความท้อแท้ และความทุกข์ของคุณเอง เมื่อคุณหายใจอย่างมีสติ คุณกำลังมองเข้าไปในตัวคุณเองอย่างล้ำลึก คุณถูกสร้างขึ้นมาจากความรู้สึก ความจำได้หมายรู้ ความปรุงแต่งทางจิตใจ และการรับรู้ของจิตสำนึก ธรรมชาติเดิมแท้ของคุณคืออะไร —หากไม่ใช่สิ่งเหล่านี้? การรับรู้ที่ผิดนั่นเองที่ทำให้คุณเป็นทุกข์ หากคุณไม่รู้จักธรรมชาติของการรับรู้ของตัวคุณเอง คุณก็ไม่มีโอกาสที่จะเป็นอิสระจากความทุกข์นั้น ดังนั้นธรรมชาติเดิมแท้ของคุณก็คือธรรมชาติของความรู้สึก (เวทนา) ความรับรู้ (สัญญา) ความปรุงแต่งของจิต (สังขาร) และจิต (วิญญาณ) ของคุณนั่นเอง ธรรมชาติเดิมแท้ ไม่ได้หมายถึงอะไรสักอย่างที่เป็นนามธรรมเลื่อนลอย แต่ชี้ไปที่ธรรมชาติของคุณในฐานะเป็นธรรมชาติของ “จิตหนึ่ง” (the One) ถ้าขณะที่คุณเจริญสมาธิอยู่ คุณไม่รับรู้ว่ามีความไม่เป็นธรรมในสังคม ไม่รับรู้ว่า ผู้คนกำลังล้มตายลงทุกวี่วัน นั่นก็หมายถึงว่า คุณไม่ได้มองเห็นธรรมชาติเดิมแท้ของคุณเลย นั่นเพราะว่าสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ทั้งหมด ล้วนเป็นอาการแสดงออกของจิตสำนึกร่วมของพวกเรา เป็นธรรมชาติเดิมแท้ของพวกเรา.

Tricycle : ดั้งนั้น คำสอนของท่านส่วนใหญ่จึงดูเหมือนจะเกี่ยวกับเรื่องของความประพฤติปฏิบัติตน

นัท ฮันห์ : ทำไมไม่พูดว่าเป็น “ชีวิตประจำวัน” หรือเป็น “การเป็นอยู่ในปัจจุบันขณะและสนองตอบกับสิ่งที่เป็นอยู่?

Tricycle : เอ่อ... อย่างเช่น ท่านพูดถึงเรื่องการเป็นอยู่อย่างมีความสุขเอาไว้มากมาย ราวกับว่าการพยายามอย่างมากที่สร้างความสุขนั้นเป็นประโยชน์โดยตัวมันเอง ขณะที่ “ชีวิตประจำวัน” อีกมากมายดูเหมือนจะเต็มไปด้วยความโกรธ ความท้อแท้ และสิ้นหวัง

นัท ฮันห์ : อาตมาสังเกตว่าผู้คนเข้าไปเกี่ยวข้องกับมิติด้านลบ กับสิ่งที่ผิดพลาดมากเกินไป พวกเขาไม่ได้สัมผัสสิ่งที่ไม่ผิดพลาดอย่างเพียงพอ ก็เหมือนกับนักจิตบำบัด ทำไมไม่ลองดูวิธีอื่นล่ะ มองเข้าไปในตัวของผู้ป่วยและค้นหาสิ่งที่ดี ๆ โดยการสัมผัสสิ่งเหล่านั้นและทำให้มันเบ่งบานขึ้นมา? ตื่นขึ้นมาในตอนเช้า คุณสามารถระลึกรู้ว่า “ฉันมีชีวิตอยู่” และมีเวลา ๒๔ ชั่วโมงเพื่อใช้ชีวิต เพื่อเรียนรู้การมองสรรพชีวิตด้วยสายตาแห่งความกรุณา ถ้าหากคุณระลึกว่าคุณมีชีวิตอยู่ และคุณมีเวลา ๒๔ ชั่วโมงเพื่อที่จะสร้างความสุขใหม่ ๆ ขึ้นมา เท่านี้ก็อาจจะเพียงพอที่จะทำให้คุณมีความสุข และผู้คนที่อยู่รอบข้างคุณก็มีความสุข นี่คือการปฏิบัติเพื่อความสุข

Tricycle : เป็นการยากมากที่จะจินตนาการว่า คนที่ออกมาจากประเทศเวียดนามเช่นเดียวกับท่านนั้น จะเป็นอิสระอย่างสิ้นเชิงจากความโกรธ ท่านคิดว่าตัวเองเป็นอิสระจากความโกรธหรือไม่คะ?

นัท ฮันห์ : คุณต้องปฏิบัติเพื่อขจัดความกลัวออกไป เพื่อช่วยให้ความไม่โกรธมีชัยชนะเหนือความโกรธ ความไม่โกรธเป็นสังขารฝ่ายกุศลซึ่งคุณสัมผัสได้ เมื่อคุณเห็นอยู่ว่าประเทศทั้งประเทศของคุณกำลังถูกทำลายล้าง ประชาชนเป็นล้าน ๆ ต้องตายไป เป็นธรรมดาที่คุณจะต้องโกรธ แต่ด้วยการปฏิบัติชนิดที่มองให้ลึกลงไป คุณย่อมเห็นสิ่งต่าง ๆ ที่คนอื่นมองไม่เห็น คุณย่อมเห็นว่าทหารอเมริกันเองก็หวั่นกลัวเสียขวัญเช่นเดียวกัน และด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงทุ่มระเบิดลงไปมากมาย พวกเขาไม่รู้ว่าอะไรเกิดขึ้นข้างล่างนั่น เมื่อลูกระเบิดเปรี้ยงปร้างขึ้นมา หากคุณฝึกพิจารณาอย่างลึกซึ้ง คุณจะถามว่า ทหารเหล่านี้มาที่นี่ทำไม? พวกเขามาที่นี่ด้วยเจตนาที่จะเข่นฆ่ากระนั้นหรือ? มาเพื่อทำลายล้างประเทศของเราหรือ? หากคุณได้ติดต่อกับทหารเหล่านี้ คุณจะเห็นว่าพวกเขาต่างก็ถูกส่งมาเพื่อฆ่าหรือเพื่อถูกเข่นฆ่า และเห็นต่อไปว่าทหารเวียดนามเองก็ไม่ต้องการถูกฆ่า ไม่ต้องการฆ่า แต่ถูกบังคับให้ต้องทำเช่นนั้น เมื่อคุณฝึกพิจารณา คุณจะเห็นว่า สาเหตุด้านลึกของสงครามก็คือ ตัวนโยบายที่มีรากฐานอยู่บนความรับรู้ที่ผิดพลาดในสถานการณ์ ทั้งสถานการณ์เกี่ยวกับประเทศเวียดนามเอง และในโลก ดังนั้นความรับรู้ที่ผิดพลาดจึงเป็นอาชญากรตัวจริง

Tricycle : ท่านยังรู้สึกโกรธสิ่งต่าง ๆ อยู่อีกหรือไม่? —ไม่ว่าจะเป็นสงครามเมื่อ ๓๐ ปีที่แล้ว หรือเหตุการณ์ร่วมสมัยที่เกิดขึ้น ท่านยังต้องฝึกฝนปฏิบัติธรรมเพื่อขจัดความโกรธอยู่อีกหรือคะ?

นัท ฮันห์ : เมล็ดพันธุ์ของความโกรธยังอยู่มีอยู่เสมอ แต่เมื่อคุณสังเกตเห็นมัน เมื่อคุณพร้อมจะเข้าใจอยู่เสมอ ความโกรธเหล่านั้นก็ไม่มีโอกาสปรากฏ และความเข้าใจก็จะเป็นอะไรบางอย่างที่อาศัยอยู่กับคุณ ส่วนการถือศีล การเจริญภาวนา ก็จะช่วยคุณให้มีความเข้าใจที่ลุ่มลึกยิ่งขึ้นตลอดเวลา คุณทราบมั้ยในประเทศเวียดนาม เมื่อคุณนั่งอยู่ในช่วงสงคราม ขณะที่คุณนั่งอยู่ในศาลากรรมฐาน และได้ยินลูกระเบิดตกลงมา คุณต้องตระหนักรู้ว่า ระเบิดกำลังหล่นลงมาและประชาชนกำลังล้มตาย นี่คือส่วนหนึ่งของการปฏิบัติธรรม สมาธิภาวนาหมายถึง การตระหนักรู้ถึงเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบันขณะ ทั้งที่เกิดขึ้นกับร่างกาย กับความรู้สึก และกับสิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบ ๆ ตัวคุณ แต่ถ้าคุณเห็นสิ่งนี้และไม่ได้ทำอะไรกับมันเลย แล้วการตระหนักรู้ของคุณไปอยู่เสียที่ไหนล่ะ? การบรรลุธรรมของคุณจะไปอยู่ตรงไหน? —ความเมตตากรุณาของคุณอยู่ที่ไหน? หากไม่ต้องการจะหลงทิศหลงทาง คุณต้องฝึกฝนปฏิบัติในท่ามกลางสิ่งเหล่านั้นต่อไปให้ได้ แต่คงไม่มีใครสามารถทำอย่างนั้นได้ตลอด ๒๔ ชั่วโมงในวันหนึ่ง ๆ หลังจากการพูดคุยกับคนที่ประสบทุกข์อย่างลึกล้ำเหล่านี้ ๒–๓ คน อาตมาพบว่า อาตมารู้สึกถึงความจำเป็นในการหลีกเร้นเพื่อที่จะฟื้นใจตัวเอง

Tricycle : ท่านได้กลายเป็นที่ชื่นชมของคนจำนวนมาก ดิฉันได้ยินคนเหล่านั้นพูดกันว่า “ท่านติช นัท ฮันห์ เป็นขบวนการเคลื่อนไหว หาใช่ครูบาอาจารย์ไม่”

นัท ฮันห์ : นั่นไม่ใช่ความรู้สึกของอาตมา อาตมามองตัวเองในฐานะครูผู้เกียจคร้าน ในฐานะพระภิกษุที่ขี้เกียจมาก ๆ รูปหนึ่งเท่านั้น

Tricycle : ดิฉันไม่คิดว่า ผู้คนจำนวนมากจะมองท่านเช่นนั้นค่ะ

นัท ฮันห์ : อาตมามีเวลามากโขให้ตัวเอง นี่ไม่ใช่เรื่องง่ายนัก ธรรมชาติของอาตมาก็คือ อาตมาไม่ชอบทำให้ผู้คนผิดหวัง และเป็นเรื่องยากสำหรับอาตมาเมื่อต้องบอกปฏิเสธคำเชื้อเชิญต่าง ๆ แต่อาตมาก็เรียนรู้ในข้อจำกัดของตัวเอง เรียนรู้ที่จะปฏิเสธ และรู้จักที่จะหลีกเร้นไปอยู่ในสู่อาศรมของตัวเอง เพื่อมีเวลาสำหรับเดินจงกรม นั่งเจริญภาวนา มีเวลากับการทำสวน อยู่กับดอกไม้และสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ อาตมาไม่ได้ใช้โทรศัพท์มาถึง ๒๕ ปีแล้ว ตารางเวลาของอาตมานั้นอิสระไร้กฎเกณฑ์ เป็นสิทธิพิเศษ บางครั้งอาตมาก็นึกถึงบาทหลวงคาธอลิกในประเทศเนเธอแลนด์ท่านหนึ่ง ที่ต้องเฝ้าโทรศัพท์อยู่ตลอดเวลา อาตมาถามว่า “ทำไมท่านถึงต้องทำเช่นนั้น?” ท่านบอกว่า “ผมไม่มีสิทธิเลิกติดต่อกับประชาชนของผม” เอาล่ะ ในกรณีนี้ คุณจำเป็นต้องมีผู้ช่วย นั่นเพราะว่าคุณไม่สามารถช่วยเหลือผู้อื่นต่อไปได้เรื่อย ๆ หากคุณไม่ดูแลตัวเอง ความสงบมั่นคงของคุณ อิสรภาพของคุณ ความสุขของคุณ เป็นเรื่องสำคัญยิ่งต่อคนอื่น ๆ การดูแลตัวเองอย่างดีจึงเป็นเรื่องสำคัญมาก อาตมาเรียนรู้ที่จะคุ้มครองตัวเอง อันนี้ไม่ได้หมายความว่า อาตมาต้องใจร้ายกับประชาชน แต่เวลาสอนธรรมะแก่ผู้มีอาชีพที่จะต้องช่วยเหลือผู้อื่น อาตมามักพูดเสมอว่า “คุณทำงานหนักมาก คุณหมอ คุณพยาบาล และคุณนักเคลื่อนไหวเพื่อสังคมทั้งหลาย พวกคุณทำงานหนักเกินไป ถ้าหากคุณเครียดมากเกินไป คุณจะเคลื่อนต่อไปไม่ได้ คุณจะสูญเสียพลัง ดังนั้นกรุณาหาหนทางด้วยวิธีการใดก็ได้ เพื่อที่จะปกป้องคุ้มครองตัวคุณเอง เข้ามาปรึกษาหารือกัน ถึงยุทธศาสตร์ในการคุ้มครองตัวเอง มิฉะนั้นแล้ว คุณจะไม่สามารถช่วยเหลือประชาชนได้เป็นเวลานาน ๆ” เนื่องจากอาตมากระตุ้นให้คนอื่น ๆ ทำเช่นนี้ ดังนั้นอาตมาจึงต้องทำกับตัวเองด้วย

Tricycle : ท่านมักจะได้รับการขนานนามว่าเป็น “บิดาแห่งพุทธศาสนาเพื่อสังคม” แต่มีข้อสงสัยว่า ขบวนการพุทธศาสนาเพื่อสังคมในสหรัฐอเมริกานั้น ต่างไปจากสิ่งที่ท่านกำลังพูดถึงเกี่ยวกับชีวิตของท่านเองเป็นอย่างมาก นั่นคือ ผู้คนไม่ได้หันมาดูแลตัวเขาเองด้วยการฝึกฝนปฏิบัติอย่างเพียงพอ ดูเหมือนจะมีความสับสนเกี่ยวกับงานของท่านในเรื่องนี้ ความเข้าใจหมู่ชาวตะวันตกกลับเป็นว่าการทางสังคม ก็คือ การปฏิบัติธรรม กลายเป็นว่า ปฏิบัติการทางสังคมเข้ามาแทนส่วนเจริญภาวนา

นัท ฮันห์ : โอ... ในสถานการณ์อันยุ่งยากเช่นสถานการณ์ท่ามกลางสงคราม คุณไม่สามารถตัดตัวเองออกจากสังคมที่ทนทุกข์นั้นได้ คุณต้องสัมพันธ์กับพวกเขา และทำอะไรก็ได้เท่าที่คุณสามารถช่วยได้ ทุก ๆ คนสามารถหาเวลาที่จะนั่ง เดิน รับประทานอาหารอย่างมีสติ หรือกินอาหารในความเงียบคนเดียวหรือกับชุมชนก็ได้ ถ้าหากคุณละเลยสิ่งพื้นฐานเหล่านี้ คุณจะเรียกตัวเองว่าเป็นพุทธบริษัทผู้ปฏิบัติธรรมได้อย่างไร? หากคุณฉลาด คุณจะพบเวลามากมายสำหรับการฝึกฝนในวันหนึ่ง ๆ แม้กระทั่งในระหว่างการปรุงอาหารเย็น หรือการชงชาก็เถอะ ไม่ได้มีเส้นแบ่งระหว่างการปฏิบัติกับการไม่ปฏิบัติ

สำหรับผู้ที่เอาแต่พูดถึงมัน อาตมาไม่มีอะไรจะบอกกล่าว แต่กับผู้ที่ต้องการปฏิบัติอย่างจริงจัง อาตมาอยากบอกว่ามันเป็นไปได้ที่จะฝึกเจริญภาวนาตลอดทั้งวัน แม้กระทั่งในขณะเดินอยู่ ๓ ก้าว ๕ ก้าวของอาตมา ๆ ก็ถือเป็นการฝึกเดินจงกรมไปด้วยเสมอ อาตมาฝึกฝนอย่างนี้ ไม่ใช่เอาแต่พูดถึงมันเท่านั้น แม้กระทั่งในช่วง ๑๐๐ วันแห่งการเดินทางในอเมริกาเหนือ ที่สิ่งแวดล้อมต่าง ๆ นั้นยากต่อการปฏิบัติอย่างที่สุด อาตมาก็ยังได้ทำ

Tricycle : สิ่งแวดล้อมในอเมริกาเหนือยากต่อการปฏิบัติอย่างที่สุดหรือคะ?

นัท ฮันห์ : ใช่สิ เพราะมันยุ่งมาก ผู้คนรีบร้อนกันเหลือเกิน ในช่วง ๑๐๐ วันแห่งการสั่งสอนในคอร์สอบรมภาวนาและการบรรยายธรรมต่าง ๆ นั้น อาตมาตามดูลมหายใจ และฝึกเดินจงกรมอยู่เสมอ แม้แต่ที่สนามบินก็เถอะ

Tricycle : ความแตกต่างของการเดิน ๓ ก้าวอย่างมีสติกับ ๓ ก้าวที่ไม่มีสติคืออะไรคะ?

นัท ฮันห์ : การเดินที่มีสติเป็นการเดินชนิดที่คุณรู้ว่ากำลังเดินอยู่ คุณรู้ตัวกับทุกย่างก้าว มีความมั่นคง มีสติ เป็นความรู้ตัวว่าคุณมีชีวิตอยู่ — รู้ว่าคนที่กำลังเดินอยู่คือคุณไม่ใช่ผี คุณมีชีวิตอยู่อย่างเต็มเปี่ยม คุณก้าวเดินไม่ใช่แค่ไปให้ถึงที่ไหนสักแห่ง แต่เดินเพื่อดำรงอยู่กับปัจจุบันขณะหนึ่งเดียวในทุก ๆ ก้าวที่เหยียบย่างลง

Tricycle : เป็นไปได้ไหมคะว่า พุทธศาสนาเพื่อสังคม ในทวีปอเมริกาเหนือที่กำลังแพร่อยู่ในสหรัฐอเมริกา จะก่อให้เกิดพุทธศาสนาที่เจือจางลง อย่างที่คนบางกลุ่มเรียกว่า “Buddhism Lite”

นัท ฮันห์ : อาตมาคิดว่าทุกอย่างเป็นไปได้ สิ่งต่างๆ อาจจะออกมาเป็นเช่นนั้น ถ้าคุณฝึกฝนปฏิบัติทุกอย่างก็ถูกต้อง คำถามก็คือ ผู้คนได้ปฏิบัติเพียงพอหรือไม่? พุทธศาสนาเพื่อสังคม เชื่อมโยงสัมพันธ์กับสังคม ก็เพราะว่า คุณถูกกระตุ้น หรือส่งเสริม ให้นั่งเจริญภาวนา เพื่อสร้างความสุข และความสงบมั่นคง ให้ตัวคุณเอง และผู้คนที่อยู่รอบข้างคุณ

บางครั้งอาตมาพูดว่า “นั่งเพื่อพ่อของเธอ นั่งเพื่อแม่ของเธอ เพื่อน้องสาวพี่สาวของเธอ นั่งเพื่ออาตมา” เพราะว่าเมื่อเธอนั่งในลักษณะอย่างนั้นเธอย่อมได้รับความสุข ความสงบตั้งมั่น และบรรพบุรุษของเธอทั้งหมดที่อยู่ในตัวเธอก็ย่อมได้รับความสงบสุขไปด้วย ถ้าอาตมาซึ่งเป็นครูของเธอ เกิดไม่สบายในวันนั้น เธอก็นั่งเพื่ออาตมาด้วย เพราะผลจากการนั่งภาวนาของเธอ ย่อมเป็นประโยชน์แก่พวกเราทุกคน ดังนั้นการนั่งเงียบ ๆ ในศาลากรรมฐานคนเดียว หรือนั่งร่วมกับชุมชน ก็ย่อมเป็นพุทธศาสนาเพื่อสังคมด้วยอย่างเสร็จสรรพ เมื่อคุณยิ้ม นั่นก็เป็นพุทธศาสนาเพื่อสังคม เพราะว่าการแย้มยิ้มเช่นนั้น ก็คือการผ่อนคลายและนำความสุขมาให้ เมื่อคุณยิ้ม บรรพบุรุษทั้งหมดยิ้มด้วยกับคุณ ลูก ๆ ของคุณและหลาน ๆ ของคุณก็เช่นเดียวกัน และถ้าคุณสามารถยิ้มออกมาได้ ก็เท่ากับว่าคุณกำลังสร้างสังฆะขึ้นด้วยการแย้มยิ้มนั้น คนที่ยิ้มแย้มอยู่เสมอนั้นสำคัญมากต่อชุมชนสังฆะ เมื่อบุคคลเช่นนี้มาเยี่ยมชุมชนของคุณ ด้วยความสุข ด้วยความสดใหม่นั้น คุณก็จะเชื้อเชิญให้เขาหรือเธอพักอยู่ด้วย เพราะสิ่งนี้เป็นนิมิตดีต่อชุมชนของคุณ ความสุขของผู้คนเป็นเรื่องสำคัญยิ่งในโลก เหตุนี้ พุทธศาสนาเพื่อสังคม จึงหมายความว่า เมื่อคุณนั่งภาวนาหรือเดินจงกรมอยู่ในอารามนั้น ไม่ใช่แค่ทำเพื่อสิ่งที่เรียกกันว่า “ตัวตน” ของคุณเองเท่านั้น แต่คุณทำเช่นนั้นในทุกสถานที่ ๆ คุณอยู่และทำเพื่อสังคมทั้งหมดด้วย

Tricycle : เดี๋ยวนี้ในสหรัฐอเมริกาหลายคนพูดถึง “พุทธศาสนาเพื่อสังคม” ราวกับถอดแบบมาจากงานการกุศลแบบคริสต์ คือทำโดยเข้าใจว่าคุณจะ ”เชื่อมโยงกับสังคม” ก็ต่อเมื่อคุณทำงานกับคนไร้ที่อยู่อาศัย ต่อเมื่อคุณทำงานกับโครงการผู้ป่วยโรคเอดส์

นัท ฮันห์ : อาตมาคิดว่า เราจำเป็นต้องมีครูบาอาจารย์ ช่วยอธิบายเพิ่มเติม ในเรื่องพุทธศาสนาเพื่อสังคม หนึ่งในหลายชิ้นงาน ที่อาตมาพยายามทำมาอย่างต่อเนื่องก็คือ กระตุ้นให้ผู้คนก่อตั้งชุมชนสังฆะขึ้นมา มีการปฏิบัติประเภทหนึ่งซึ่งเราเรียกว่า “การสร้างสังฆะ” การสร้างสังฆะนั้นสำคัญอย่างยิ่งยวด หากคุณอยู่โดยปราศจากสังฆะ คุณจะละทิ้งการปฏิบัติไปอย่างรวดเร็ว ในธรรมเนียมของเรา ๆ กล่าวว่า ปราศจากสังฆะคุณก็เป็นเหมือนเสือโคร่งที่ละทิ้งดงดอยมาอยู่พื้นราบ ซึ่งที่สุดจะถูกพวกมนุษย์จับฆ่า

หากคุณปฏิบัติธรรมโดยปราศจากชุมชนสังฆะ ก็เท่ากับว่า คุณกำลังทอดทิ้งการปฏิบัติของคุณนั่นเอง ไม่ว่าคุณจะเป็นนักจิตบำบัด เป็นหมอ พยาบาล เป็นคนทำงานเพื่อสังคม ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร คุณจะอยู่รอดได้ในฐานะผู้ปฏิบัติธรรมก็ต่อเมื่อคุณมีชุมชนสังฆะ ดังนั้น การสร้างชุมชนสังฆะ จึงเป็นสิ่งแรกที่คุณต้องทำ นี่คือสิ่งที่พวกเราพูดย้ำกระตุ้นเตือนเสมอเวลามีการอบรมสมาธิภาวนา อย่างในวันสุดท้ายของการอบรม เราจะจัดให้มีช่วงของการสร้างชุมชนสังฆะ เราบอกว่าสิ่งแรกที่คุณควรจะทำ เมื่อกลับไปถึงบ้าน หลังจากเสร็จการอบรม ก็คือการสร้างสังฆะขึ้นมา เพื่อให้การปฏิบัติต่อเนื่องไปได้ ถ้าตัวคุณแวดล้อมไปด้วยชุมชน คุณจะมีโอกาสนั่งร่วมกัน เดินร่วมกัน ได้เรียนรู้ร่วมกัน คุณก็จะไม่ทิ้งการปฏิบัติ มิฉะนั้น ในเวลาแค่ ๒-๓ สัปดาห์หรือไม่กี่เดือน คุณจะทอดทิ้งมันไป และคุณจะไม่พูดถึงมันอีกเลย —ทั้งพุทธศาสนาเพื่อสังคมและไม่ใช่เพื่อสังคม จะไม่มีการปฏิบัติอีกสักอย่างเดียว แม้อาตมาจะพูดถึงพุทธศาสนาเพื่อสังคม แต่อาตมาก็ยังคงใช้ชีวิตอยู่ในลักษณะของชาววัด และอาตมาก็รู้สึกสัมพันธ์กับสังคมอย่างยิ่ง อาตมาไม่ได้รู้สึกตัดขาดจากใคร ๆ.

คัดลอกจาก : สมาคมคนน่ารัก
Link : http://khonnaruk.com/

วันพฤหัสบดีที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2554

ฝนตก


           
      อุบาสกหลบฝนอยู่ชายคา
      พระอาจารย์กางร่มมาและเดินผ่าน
      “ได้โปรดฉุดช่วยข้าฯเถิดอาจารย์
      ข้าจะข้าม (วัฏสงสาร)ได้อย่างไร”
      
      “อาตมานั้นยืนอยู่กลางสายฝน
      แต่เจ้าอยู่ในที่พ้นหาเปียกไม่
      เจ้าไม่เปียกข้าจะช่วยเจ้าทำไม
      ...ข้าต้องไปในที่ที่ข้ามา...”
      
      “ในตอนนี้ข้าฯก็ออกมากลางฝน
      ได้โปรดช่วยให้หลุดพ้นด้วยเถิดหนา
      ก็ตอนนี้ไม่ได้อยู่ใต้ชายคา
      พระอาจารย์คงช่วยข้าฯได้กระมัง”
      
      “ดูก่อนเถิดนะท่านอุบาสก
      เราท่านอยู่กลางฝนตกกันพร้อมพรั่ง
      ข้าไม่เปียกเพราะว่าข้ามีร่มบัง
      ที่เจ้าเปียกเพราะเจ้ายังไร้ร่มใด
      
      ไม่ใช่ว่าอาตมาไม่ช่วยเจ้า
      ข้าไม่เปียกเพราะร่มเบาช่วยเอาไว้
      ที่เจ้าเปียกเพราะว่าเจ้าไม่เข้าใจ
      เจ้าต้องไปหาร่มใหม่...ของเจ้าเอง”

The Silent Mind Listens to Grass Speak


In memory of Buddhadasa Bhikkhu

Lord Buddha, once awakened, with silent mind
hears revelations from the myriad things,
As if clamouring to report through themselves
that there is nothing at all worth grasping
And clinging to as "I", "myself", or "mine".
Never dream of owning any of them _ what foolishness!
Taking these selfless things to be "I" or "me"
brings only sadness, soreness and sorrow.
Even the rocks, sand, soil, trees and grass
sound this song through every nook and cranny;
Yet, the busy-minded don't understand or suspect
that everything sings out Dharma's lesson.
With silent mind one hears even the leaves of grass
counselling each other with this beautiful, witty fact:
"All beings may dance at ease in the breeze with minds
left silent by laying to rest all things."

[translated by santikaro bhikkhu]

จิตว่างได้ยินหญ้าพูด 

พระพุทธะตรัสรู้จิตอยู่ว่าง
ได้ยินสิ่งทุกอย่างแถลงไข 
เหมือนมันฟ้องตัวเองเซ็งแซ่ไป 
ว่าไม่มีสิ่งไหนน่ายึดเอา

มาเพื่อเป็นตัวกูและของกู 
อย่าหลงตู่มันเข้าเพราะความเขลา
เอาของเป็นอนัตตามาเป็นเรา 
จะต้องเศร้าโศกระบบตรมใจแรง

แม้กรวดดินหินไม้และใบหญ้า 
ล้วนแต่ส่งเสียงจ้าทุกหัวระแหง
คนจิตวุ่นไม่เข้าใจไม่ระแวง 
ว่าทุกสิ่งร้องแสดงบทพระธรรม

ครั้นจิตว่างจะได้ยินแม้ใบหญ้า 
มันปรึกษาข้อความที่งามขำ
ว่า "ทำไฉนสัตว์ทั้งหลายจะร่ายรำ 
ด้วยจิตว่างเพราะวางธรรมทั้งปวงเอย"

Information From : http://www.bangkokpost.com/business/economics/17351/
                             

วันอังคารที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2554

สรุปเรื่องด้วยการให้อภัย


สรุปเรื่องด้วยการให้อภัย
เขียนโดย ภิญโญ ราชัยบ่อ

คัดลอกจากบทความ “จุดหัวใจให้สว่างไสวด้วยไม้ขีดไฟ ๙ ก้าน”
หนังสือ “กลเม็ดเผด็จสุข”
รวบรวมในหนังสือ “ความจริงเกี่ยวกับ ความรัก ความโกรธ และ ความเมตตา เล่ม ๓” 

     คุณเคยพกพาเรื่องโกรธแค้นเอาไว้นมนาน และเก็บค้างคาไว้ในอกเป็นเดือนเป็นปี วางไม่ลง ลืมไม่ได้บ้างหรือไม่ หากคุณเคยเป็นเช่นนี้หรือตอนนี้ก็ยังเป็นอยู่ ลองพิจารณาตัวเองดูให้ดีว่าตัวเองรู้สึกเช่นไร เมื่อต้องแบกความรู้สึกเช่นนี้ไว้กับตัว

     การที่เราแบกเก็บเรื่องราวต่าง ๆ ไว้ในจิตใจ ไม่ว่าจะเป็นช่วงสั้น ๆ หรือยาวนานก็ตาม นั่นด้วยเพราะเราไม่ปล่อยวางเกี่ยวกับเรื่องนั้น หรือจะพูดให้ฟังง่าย ๆ ก็คือ เราไม่ยอมสรุปเรื่องดังกล่าวให้จบลงเสียที มิเช่นนั้นมันก็คงไม่อยู่กับเราข้ามคืนข้ามวัน หรือข้ามเดือนข้ามปีมาได้เป็นแน่

     แม้นเรื่องราวหรือปัญหาต่าง ๆ ที่ได้เกิดขึ้นกับเรา จะผ่านพ้นไปแล้ว
ก็ตาม แต่เรายังคงเก็บอารมณ์ลบจากเหตุการณ์เหล่านั้นเอาไว้ เช่น ความโกรธเกลียด ความอิจฉาริษยา ความขุ่นมัว อันเนื่องจากความต้องการเอาชนะ และอื่น ๆ ซึ่งสรุปได้ว่าที่อารมณ์เหล่านั้นยังคงอยู่ในจิตใจของเราได้ ก็เพราะเราไม่ยอมสรุปเรื่องต่าง ๆ ให้จบลง ไม่ยอมให้อภัยกับความผิดพลาดที่เกิดขึ้น เป็นการไม่ให้อภัยคนอื่นหรือแม้แต่ตัวเองก็ตามที ขังจิตตัวเองไว้กับเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่ล่วงเลยไปแล้ว ไม่ต่างอะไรกับการที่นักโทษถูกกักขังจนมิสามารถไปไหนมาไหน หรือทำอะไรได้ตามอิสระ

     บางคนโกรธกันนานนับ ๑๐ ปี ด้วยเพียงความเข้าใจผิดกันเท่านั้น ต่างคนก็ต่างคิดกันไปคนละอย่าง ไม่เคยหันหน้าเข้าหากันเพื่อช่วยกันสรุปเรื่องให้จบ หรือหันหน้าพูดคุยให้อภัยกันและกัน น่าเสียดายวันคืนที่น่าจะได้มีโอกาสมอบความปรารถนาดีและไมตรีจิตต่อกัน กลับต้องมาหมดเปลืองไปกับอารมณ์ขุ่นมัว การกินแหนงแคลงใจกัน ทั้ง ๆ ที่เวลาแต่ละคนจะได้ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันนั้นแสนสั้นนัก

     เหตุสำคัญอีกอย่างที่ทำให้คนเราสรุปเรื่องให้จบลงได้ยาก ก็เพราะความลุ่มหลงในตัวเอง คาดหวังไว้ว่าทุกคนต้องพูดดี ทำดี กับตัวเราตลอดเวลา วันไหนไปเจอเขากำลังอารมณ์เสีย เราก็จะรู้สึกยอมไม่ได้ขึ้นมาทันที ทำไมเขาต้องทำกิริยาเช่นนี้กับเรา บางทีไปเจอคนที่พูดตรงไปตรงมา กล่าวคำตำหนิติเตียนการกระทำของเรา ก็รู้สึกไม่พอใจ เก็บสะสมไว้เป็นกองขยะอยู่เต็มหัวใจ ทั้ง ๆ ที่เรื่องเหล่านี้สามารถเกิดขึ้นได้ทุกวี่ทุกวัน เราเองก็ยังมีวันที่อารมณ์ไม่เป็นปกติ คนอื่น ๆ ก็เหมือนกับเรานั่นเอง

     เมื่อเราเจอเหตุการณ์เช่นนี้ก็ควรมองให้เป็นเรื่องปกติ และให้อภัยเสีย หรือไม่ต้องไปเพ่งโทษใส่ใจกับอารมณ์ลบของอีกฝ่าย และสรุปเรื่องให้จบ ณ เวลานั้น การฝึกฝนจิตให้รู้จักสรุปเรื่องให้จบ อภัยให้เป็น จึงเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะเราต้องเจอโจทย์นี้กันแทบทุกวัน

     อันที่จริงแล้วการที่เราสามารถสรุปเรื่องที่ผ่านไปแล้วให้จบลงได้ โดยไม่เก็บอารมณ์ขุ่นมัวใด ๆ เอาไว้กับจิต มิได้เป็นการกระทำที่ทำให้เราต้องเสียเปรียบใครอย่างที่หลาย ๆ คนคิด เพราะเหตุการณ์เหล่านั้นได้เกิดขึ้นและจบลงไปแล้ว เหมือนกับเปลวไฟที่เราเห็นด้วยตานั้น แท้ที่จริงเกิดจากเปลวไฟเปลวใหม่หลาย ๆ เปลวลุกไหม้ต่อเนื่องกันทุกวินาทีหรือทุกขณะจิต เปลวไฟที่เราเห็นนั้นเป็นเปลวไฟลูกใหม่เสมอ

     ชีวิตของเราก็เช่นกัน เราสามารถเริ่มต้นใหม่ได้ทุกขณะ ทุก ๆ วัน
     ซึ่งขึ้นอยู่กับตัวเราว่าจะสามารถทำใจยอมเริ่มต้นหรือไม่เท่านั้น.

บทพระสูตร : พระสูตรเกี่ยวกับการดับสิ้นซึ่งความโกรธ


บทพระสูตร : พระสูตรเกี่ยวกับการดับสิ้นซึ่งความโกรธ

         ครั้งหนึ่งข้าพเจ้าได้ฟังคำสอนของพระพุทธองค์ ขณะที่ทรงประทับอยู่ ณ วัดอนาถ บิณฑิกะ ป่าเชตวัน ใกล้เมืองสาวัตถี

         วันหนึ่งพระอัครสาวกสารีบุตรกล่าวกับหมู่ภิกษุว่า "เพื่อนสหธรรมิก วันนี้ฉันอยากจะ แลกเปลี่ยนเกี่ยวกับ 5 วิธีแห่งการดับสิ้นซึ่งความโกรธ ขอได้โปรดตั้งใจฟังอย่างลึกซึ้ง และนำคำสอนนี้ไปปฏิบัติ"

         ภิกษุทั้งหลายน้อมรับและตั้งใจฟัง พระอัครสาวกสารีบุตรได้กล่าวว่า
         "อะไรคือวิธี 5 ประการสู่การดับเพลิงแห่งความโกรธ"

         นี่คือ วิธีแรก ถ้ามีใครบางคนที่กิริยาท่าทางของเขานั้นกระด้าง ไร้ความเมตตา แต่ถ้อยคำของเขานั้นมีความเมตตา ถ้าเธอรู้สึกโกรธบุคคลนั้น แต่เธอเป็นผู้ฉลาด เธอจะรู้ วิธีภาวนาที่จะดับความโกรธของตน

         เพื่อนสหธรรมิก จักกล่าวถึงภิกษุรูปหนึ่ง ซึ่งนุ่งห่มจีวรปะเย็บจากผ้าขี้ริ้ว ปฏิบัติตน แบบโยคี วันหนึ่งท่านได้เดินผ่านกองขยะโสโครก เต็มไปด้วยสิ่งปฏิกูล สิ่งขับถ่ายเน่าเหม็น ในกองขยะอันโสโครกนั้น ท่านมองเห็นผ้าชิ้นหนึ่งซึ่งยังคงสภาพดี ท่านยื่นมือไปหยิบผ้าชิ้นนั้น และคลี่กางออกดู เห็นว่าไร้รอยฉีกขาดเปรอะเปื้อน จึงนำกลับไปซักล้างและเย็บเป็นจีวร

         เพื่อนสหธรรมิก ถ้าเธอเป็นผู้ฉลาด จะเข้าใจว่า ถ้าใครสักคนหนึ่งมีกิริยาท่าทางที่ไม่ดี ไร้ความเมตตา แต่ถ้อยคำของเขานั้นมีความเมตตา เธอก็จะไม่ใส่ใจในกิริยาท่าทางที่ไร้ความ นุ่มนวลเมตตานั้น และสนใจเพียงถ้อยคำที่มีความเมตตา เมื่อเธอปฏิบัติเช่นนี้ ก็จะดับ ความโกรธของเธอได้

เพื่อนสหธรรมิก วิธีปฏิบัติข้อที่สอง ถ้าเธอโกรธใครสักคนหนึ่ง ซึ่งถ้อยคำของเขานั้นไร้ความเมตตา แต่กิริยาท่าทางของเขานุ่มนวล มีความเมตตา ถ้าเธอเป็นผู้ฉลาด เธอจะรู้วิธีภาวนาปฏิบัติที่จะดับความโกรธของตน

         เพื่อนสหธรรมิก จักกล่าวถึงทะเลสาบแห่งหนึ่งซึ่งไม่ไกลจากหมู่บ้าน ทะเลสาบแห่งนั้นลึก ผิวน้ำปกคลุมด้วยพงหญ้าและสาหร่าย มีชายผู้หนึ่งซึ่งกระหายน้ำและทุกข์ทรมานจากความร้อน เขาถอดเสื้อผ้าออกกระโจนลงไปในทะเลสาบแห่งนั้น และใช้มือแหวกว่ายสาหร่าย และหญ้า ดื่มด่ำเพียงสายน้ำฉ่ำเย็น ดับกระหายทางกายและใจ

         ในทำนองเดียวกัน ถ้ามีใครสักคนหนึ่ง ถ้อยคำของเขานั้นปราศจากความเมตตา แต่กิริยาท่าทางเปี่ยมด้วยความเมตตา เธอไม่ควรจะ ใส่ใจกับถ้อยคำนั้น แต่ควรจะใส่ใจในกิริยาท่าทางเท่านั้น เพื่อดับซึ่งความโกรธ บุคคลผู้ฉลาดควรฝึกปฏิบัติในวิธีการเช่นนี้

         เพื่อนสหธรรมิก ต่อไปนี้คือวิธีปฏิบัติข้อที่สาม ถ้ามีใครบางคนทั้งกิริยาท่าทางและถ้อยคำวาจานั้น ไร้ซึ่งความเมตตา แต่ภายใน หัวใจเขานั้นยังมีความเมตตาอยู่เล็กน้อย ถ้าเธอรู้สึกโกรธบุคคลนั้น แต่เธอเป็นผู้ฉลาด เธอก็จะรู้วิธีภาวนาที่จะดับความโกรธของเธอ

         เพื่อนสหธรรมิก จักกล่าวถึงหญิงสาวคนหนึ่ง ซึ่งดูยากจน ทุกข์ยาก เหน็ดเหนื่อย กระหายน้ำและเต็มไปด้วยความเศร้าโศก เมื่อ หญิงสาวผู้นั้นเดินมาถึงทางแยกแห่งหนึ่ง มองเห็นแอ่งน้ำฝนเล็กๆ ซึ่งขังอยู่ในรอยเท้าควาย หญิงสาวผู้นั้นคิดว่า "น้ำเพียงน้อยนิดใน รอยเท้าควายนี้ ถ้าฉันใช้มือหรือใบไม้ช้อนน้ำขึ้นมาดื่มดับกระหาย ก็คงจะไปกวนโคลนตมทำให้น้ำขุ่นไม่สามารถดื่มได้ อย่ากระนั้นเลย ฉันจะหมอบคุกเข่าก้มลงดื่มน้ำนี้โดยตรงด้วยริมฝีปาก" และแล้วหญิงสาวผู้นั้นก็ทำดั่งเช่นที่คิด

         เพื่อนสหธรรมิก ถ้าเธอพบใครบางคนทั้งกิริยาท่าทีและถ้อยคำวาจานั้นไร้ซึ่งความเมตตา แต่ภายในหัวใจเขานั้นยังมีความเมตตา อยู่เล็กน้อย เธอก็ไม่ควรใส่ใจในถ้อยคำ กิริยาท่าทางของบุคคลนั้น แต่เธอจงใส่ใจในความเมตตาอันน้อยนิดที่เหลืออยู่ในหัวใจเขา เธอก็จะดับความโกรธของเธอได้ บุคคลผู้ฉลาดควรปฏิบัติในหนทางนั้น

         เพื่อนสหธรรมิก ต่อไปนี้คือ วิธีปฏิบัติข้อที่สี่ ถ้ามีใครบางคน ทั้งถ้อยคำและกิริยาท่าทางของเขานั้น ไร้ซึ่งความเมตตานุ่มนวลใจดี และภายในหัวใจของเขานั้นก็ไม่มีที่ว่างให้กับความเมตตาแม้แต่น้อยนิด ถ้าเธอรู้สึกโกรธบุคคลเช่นนั้น และเธอเป็นผู้ฉลาด เธอก็จะรู้วิธี ภาวนาดับสิ้นซึ่งความโกรธของตน

         เพื่อนสหธรรมิก สมมุติว่ามีใครสักคนหนึ่งล้มป่วยลงในระหว่างการเดินทางที่ยาวไกล เขาเดินทางโดดเดี่ยวอ่อนล้า และไกลห่างจาก หมู่บ้าน เขาเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง รู้ดีว่าความตายจะมาเยือนก่อนจะสิ้นสุดการเดินทาง ถ้าในสถานการณ์ของชายผู้นี้มีคนผ่านมาพบ และช่วยฉุดมือประคองพาเขาไปยังหมู่บ้านถัดไป ช่วยดูแลและรักษาความเจ็บป่วย ปรนนิบัติให้ทุกสิ่งที่เพียงพอแก่ความต้องการของเขา ทั้งอาหาร ยาและเครื่องนุ่งห่ม เนื่องด้วยความรักความเมตตากรุณาของผู้ให้ความช่วยเหลือ จึงทำให้ชายผู้นั้นมีชีวิตรอด

         เช่นเดียวกัน เพื่อนสหธรรมิก ถ้าเธอพบใครสักคนที่ทั้งกิริยาท่าทางและถ้อยคำไร้ซึ่งความเมตตา รวมถึงภายในใจของเขานั้นไม่มี ความเมตตากรุณาให้เรียกหาได้ เธอควรจะคิดในวิถีนี้ "บุคคลใดก็ตาม ทั้งกาย วาจา ใจไร้ซึ่งความใจดีมีเมตตา บุคคลนั้นเป็นผู้ที่กำลัง ตกอยู่ในห้วงทุกข์อันยิ่งใหญ่มหาศาล แต่บุคคลนั้นยังสามารถเปลี่ยนแปรความทุกข์ดำเนินสู่ความสุขได้ ถ้าเขาได้พบกัลยาณมิตรที่ดี ทางจิตวิญญาณ" คิดได้ดังนี้ เธอก็จะเปิดใจของเธอด้วยความเมตตากรุณาต่อบุคคลนั้น เธอจะดับความโกรธและช่วยเหลือเขาได้ บุคคล ผู้ฉลาดควรปฏิบัติในวิถีทางเช่นนี้

         เพื่อนสหธรรมิก ต่อไปนี้คือ วิธีปฏิบัติข้อที่ห้า ถ้ามีใครบางคน ทั้งถ้อยคำและกิริยาท่าทางของเขานั้น ไร้ซึ่งความเมตตานุ่มนวลใจดี และภายในหัวใจของเขานั้นก็ไม่มีที่ว่างให้กับความเมตตาแม้แต่น้อยนิด ถ้าเธอรู้สึกโกรธบุคคลเช่นนั้น และเธอเป็นผู้ฉลาด เธอก็จะรู้วิธี ภาวนาดับสิ้นซึ่งความโกรธของตน

         เพื่อนสหธรรมิก สมมุติว่า ไม่ไกลจากหมู่บ้านนี้มีทะเลสาบที่สวยงามแห่งหนึ่ง น้ำในทะเลสาบนั้นใสกระจ่างและหวานชื่น ก้นบึ้งของ ทะเลสาบก็ราบเรียบเช่นเดียวกัน ริมขอบทะเลสาบนั้นเล่าก็เต็มไปด้วยหญ้าเขียวขจี รายรอบด้วยแมกไม้อันสวยงาม ให้ร่มเงาและความ สดชื่น และมีใครสักคนผู้ซึ่งกระหายหิว ทุกข์ทนด้วยความร้อน ร่างกายชุ่มโชกเหงื่อไคลได้มายังทะเลสาบแห่งนี้ เขาถอดเสื้อบนริมฝั่ง กระโดดลงน้ำ ค้นพบความสบายกายและเบิกบานใจ จากการดื่ม การอาบในแหล่งน้ำอันบริสุทธิ์นี้ ความร้อนความกระหาย และความทุกข์ ของเขาได้มลายหายไปอย่างสิ้นเชิง

         เพื่อนสหธรรมิก ในวิถีทางเดียวกัน ถ้าเธอพบใครสักคนที่มีกิริยาท่าทางนุ่มนวลมีเมตตา ถ้อยคำของเขานั้นมีเมตตา และภายในใจ ก็เปี่ยมล้นด้วยความเมตตา ขอให้เธอใส่ใจกับความเมตตา ทั้งกาย วาจา ใจของบุคคลนั้นที่มีอยู่ และอย่าปล่อยให้ความโกรธและความ อิจฉาก่อกำเริบขึ้นในใจของเธอ ถ้าเธอไม่รู้วิธีที่จะอยู่ร่วมอย่างมีความสุขกับบุคคลที่ประเสริฐเช่นนี้ เธอก็ไม่สามารถเรียกตัวเองได้ว่าเป็น ผู้ที่ฉลาด มีปัญญา

         เพื่อนสหธรรมิก ฉันได้แบ่งปันห้าวิถีทางแห่งความดับสิ้นซึ่งความโกรธแล้ว

         เมื่อภิกษุทั้งหลายได้ฟังคำของอัครสาวกสารีบุตร ก็มีความสุขอย่างยิ่งที่ได้รับคำสอนเหล่านี้ และนำไปปฏิบัติ ๐

--------------------------------------------------------------------
จาก อาฆาตวินยสูตร พระไตรปิฎกบาลี
        อังคุตรนิกาย ปัญจกนิบาต
คัดลอกจาก : http://www.thaiplumvillage.org/

บทพระสูตร : พระสูตรในการรู้วิธีที่ดีที่จะมีชีวิตอยู่อย่างสันโดษ


บทพระสูตร : พระสูตรในการรู้วิธีที่ดีที่จะมีชีวิตอยู่อย่างสันโดษ

         ครั้งหนึ่งข้าพเจ้าได้ยินคำสั่งสอนของพระพุทธองค์ ในขณะที่ประทับอยู่เมืองสาวัตถี ณ วัดอนาถบิณฑิกะ ป่าเชตวัน พระองค์ทรงเรียกบรรดาพระภิกษุทั้งหลาย และได้ทรงสั่งสอนพระภิกษุ ทั้งหลายนั้น

         "พระภิกษุทั้งหลาย"

         และพระภิกษุทั้งหลายนั้นได้ขานรับ "พวกเราได้อยู่ ณ ที่นี้แล้ว พระพุทธเจ้าข้า"

         พระพุทธองค์ได้ตรัสขึ้นว่า "เราจะสอนท่านทั้งหลายให้รู้ความหมายของวิธีการที่ดี ที่จะมีชีวิต อยู่อย่างสันโดษได้ เราจะเริ่มด้วยเค้าโครงของคำสอน และเราจะอรรถาธิบาย ความหมายโดย ละเอียด ขอภิกษุทั้งหลายโปรดฟังอย่างตั้งใจด้วยเทอญ"

         เหล่าพระภิกษุได้ตอบพระพุทธองค์ "พวกเรากำลังฟังอย่างตั้งใจ พระพุทธเจ้าข้า"

         พระพุทธองค์ได้โปรดตรัสสั่งสอนว่า

         "อย่าได้ถูกลากจูงไปในอดีต
          อย่าได้สูญเสียตัวเองไปในอนาคต
          อดีตไม่ได้อยู่ ณ ที่นี้
          อนาคตก็ยังมาไม่ถึง
          มองให้ลึกซึ้ง ชีวิตจะมีได้ ณ ที่นี่และปัจจุบันนี้เท่านั้น
          ผู้ฝึกปฏิบัติดำรงอยู่ในความมั่นคงและเป็นอิสระ
          เราต้องมีความเพียรในวันนี้
          รอให้ถึงพรุ่งนี้ก็สายเสียแล้ว
          ความตายนั้นมาอย่างคาดไม่ถึง
          เราจะต่อรองกับความตายนั้นได้อย่างไร
          เราขอเรียกขานผู้ที่ดำรงอยู่อย่างมีสติทั้งคืนและวันว่า
          เป็นผู้ที่รู้วิธีที่ดีที่จะมีชีวิตอยู่อย่างสันโดษ"


         ภิกษุทั้งหลาย ความหมายของการถูกลากจูงไปในอดีต คืออะไร ?

         เมื่อใครบางคนพิจารณาถึงร่างกายของเขาที่เป็นในอดีต ความรู้สึกที่เกิดขึ้นแล้วในอดีต ความคิดเห็นที่เกิดขึ้นแล้วในอดีต จิตปรุงแต่งที่เป็นในอดีต และจิตสำนึก จิตใต้สำนึกที่เป็นในอดีต เมื่อเขาพิจารณาสิ่งเหล่านี้ จิตใจของเขาไปติดยึดกับสิ่งที่กลายเป็น อดีตไปแล้วเหล่านั้น คนผู้นั้นถูกลากจูงเข้าไปในอดีต

         ภิกษุทั้งหลาย ความหมายของการไม่ถูกลากจูงไปในอดีต คืออะไร ?

         เมื่อใครบางคนพิจารณาถึงร่างกายของเขาที่เป็นในอดีต ความรู้สึกที่เกิดขึ้นแล้วในอดีต ความคิดเห็นที่เกิดขึ้นแล้วในอดีต จิตปรุงแต่งที่เป็นในอดีต และจิตสำนึก จิตใต้สำนึกที่เป็นในอดีต เมื่อเขาพิจารณาสิ่งเหล่านี้ จิตใจของเขาไม่ตกเป็นทาสหรือยึดติดกับ สิ่งที่กลายเป็นอดีตไปแล้วเหล่านั้น คนผู้นั้นไม่ถูกลากจูงเข้าไปในอดีต

         ภิกษุทั้งหลาย ความหมายของการสูญเสียตัวเองไปในอนาคต คืออะไร ?

         เมื่อใครบางคนพิจารณาถึงร่างกายของเขาที่จะเป็นในอนาคต ความรู้สึกที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ความคิดเห็นที่จะเกิดขึ้นในอนาคต จิตที่จะปรุงแต่งในอนาคต และจิตสำนึก จิตใต้สำนึกที่จะเป็นในอนาคต เมื่อเขาพิจารณาสิ่งเหล่านี้ จิตของเขาเป็นภาระและเพ้อฝัน ถึงอนาคตที่ยังมาไม่ถึงเหล่านั้น คนผู้นั้นก็จะสูญเสียตัวเองไปกับอนาคต

         ภิกษุทั้งหลาย ความหมายของคำว่าไม่สูญเสียตัวเองไปในอนาคต คืออะไร ?

         เมื่อใครบางคนพิจารณาถึงร่างกายของเขาที่จะเป็นในอนาคต ความรู้สึกที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ความคิดเห็นที่จะเกิดขึ้นในอนาคต จิตที่จะปรุงแต่งในอนาคต และจิตสำนึก จิตใต้สำนึกที่จะเป็นในอนาคต เมื่อเขาพิจารณาสิ่งเหล่านี้ จิตของเขาก็จะไม่เป็นภาระและ เพ้อฝันถึงอนาคตที่ยังมาไม่ถึงเหล่านั้น คนผู้นั้นก็จะไม่สูญเสียตัวเองไปกับอนาคต

         ภิกษุทั้งหลาย ความหมายของการถูกพัดพาออกจากปัจจุบัน คืออะไร ?

         เมื่อใครบางคน ไม่ได้ศึกษาเรียนรู้อะไรก็ตามที่เกี่ยวกับการตื่นรู้ คำสอนเกี่ยวกับความรักความเข้าใจ สังฆะที่มีการอยู่ร่วมกัน ด้วยความตระหนักรู้และสมานฉันท์ เมื่อบุคคลนั้น ไม่ทราบอะไรเกี่ยวกับพระอริยะ พระอาจารย์ คำสอนของท่าน และไม่ฝึกฝนปฏิบัติตาม คำสอนเหล่านี้ คิดว่าร่างกายนี้เป็นของฉัน ฉันก็คือร่างกายนี้ ความรู้สึกนี้เป็นของฉัน ฉันก็คือความรู้สึกนี้ ความคิดเห็นนี้เป็นของฉัน ฉันก็คือความคิดเห็นนี้ จิตปรุงแต่งนี้เป็นของฉัน ฉันเป็นจิตปรุงแต่งนี้ จิตสำนึก จิตใต้สำนึกนี้เป็นของฉัน ฉันเป็นจิตสำนึก จิตใต้สำนึกนี้ บุคคลผู้นั้นถูกพัดพาไปจากปัจจุบัน

         ภิกษุทั้งหลาย ความหมายของการไม่ถูกพัดพาออกจากปัจจุบัน คืออะไร ?

         เมื่อใครบางคน ได้ศึกษาเรียนรู้อะไรก็ตามที่เกี่ยวกับการตื่นรู้ คำสอนเกี่ยวกับความรักความเข้าใจ สังฆะที่มีการอยู่ร่วมกัน ด้วยความตระหนักรู้และสมานฉันท์ เมื่อบุคคลนั้น ทราบอะไรเกี่ยวกับพระอริยะ พระอาจารย์ และคำสอนของท่าน และฝึกฝนปฏิบัติตาม คำสอนเหล่านี้ ไม่คิดว่าร่างกายนี้เป็นของฉัน ฉันก็คือร่างกายนี้ ความรู้สึกนี้เป็นของฉัน ฉันก็คือความรู้สึกนี้ ความคิดเห็นนี้เป็นของฉัน ฉันก็คือความคิดเห็นนี้ จิตปรุงแต่งนี้เป็นของฉัน ฉันเป็นจิตปรุงแต่งนี้ จิตสำนึก จิตใต้สำนึกนี้เป็นของฉัน ฉันเป็นจิตสำนึก จิตใต้สำนึกนี้ บุคคลผู้นั้นไม่ถูกพัดพาไปจากปัจจุบัน

         ภิกษุทั้งหลาย เราได้แสดงเค้าโครงและความหมายไปอย่างละเอียดชัดเจน ของวิธีที่ดีที่จะอาศัยชีวิตอยู่อย่างสันโดษ

         เมื่อพระพุทธองค์ได้สั่งสอน เหล่าพระภิกษุต่างมีความปิติยินดี และนำคำสอนของพระพุทธองค์ไปฝึกปฏิบัติ ๐

-----------------------------------------------------------------------
จาก ภัทเทกรัตตสูตร พระไตรปิฎกบาลี
        มัชฌิมนิกาย (131) อุปริปัณณาสก์
คัดลอกจาก : http://www.thaiplumvillage.org/

พุทธศาสนสุภาษิต หมวดปัญญา

ภาพประกอบ โดย อภิรดี อุดมศักดิ์


"ผู้ขบคิดปัญหาอันลึกซึ้งด้วยใจ ไม่ทำกรรมชั่ว อันไม่เป็นประโยชน์เกื้อกูลเลย ไม่ละทาง
          แห่งประโยชน์ที่มาถึงตามเวลา บัณฑิตทั้งหลายเรียกคนอย่างนั้นว่า ผู้มีปัญญา"


********************** 

 "คนเขลามียศศักดิ์ ก็เป็นทาสของคนมีปัญญา เมื่อเรื่องราวต่างๆเกิดขึ้น คนฉลาดจัดการ
          ข้อใดได้แนบเนียน   คนเขลาถึงความงมงายในข้อนั้น"


********************** 

          "ผู้รู้ย่อมสรรเสริญผู้มีปัญญา พูดตรง ตั้งมั่นในศีล ประกอบความสงบใจนั้นแล"


********************** 

"ปัญญาเป็นเครื่องวินิจฉัยสิ่งที่ฟังแล้ว ปัญญาเป็นเครื่องเพิ่มพูนเกียรติคุณและชื่อเสียง
          คนที่ประกอบด้วยปัญญาในโลกนี้ แม้ในความทุกข์ก็หาความสุขได้"


********************** 

"บรรดาความอิ่มทั้งหลาย ความอิ่มด้วยปัญญาประเสริฐ ผู้อิ่มด้วยปัญญาย่อมไม่เดือดร้อน
          ด้วยกาม ตัณหาทำผู้อิ่มด้วยปัญญาไว้ในอำนาจไม่ได้"


********************** 

"ผู้มีปัญญานั้น ย่อมเล็งเห็นกามคุณเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และเป็นโรค ผู้เห็นอย่างนี้
          ย่อมละความพอใจในกามอันเป็นทุกข์ เป็นภัยใหญ่ได้"

**********************

โดย คณะกรรมการกองตำรา มหามกุฎราชวิทยาลัย รวบรวมและเรียบเรียง.
ที่มา : บ้านจอมยุทธ

วันจันทร์ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2554

คำสอนของ หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

 

การตำหนิติเตียนผู้อื่น...ไม่ดีเลย
: คำสอนของ หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

การตำหนิติเตียนผู้อื่น ถึงเขาจะผิดจริง
ก็เป็นการก่อกวนจิตใจตนเอง...ให้ขุ่นมัวไปด้วย

ความเดือดร้อนวุ่นวายใจที่คิดตำหนิผู้อื่น...จนอยู่ไม่เป็นสุขนั้น
นักปราชญ์ถือเป็นความผิดและบาปกรรม...ไม่มีดีเลย
จะเป็นโทษให้ท่านได้สิ่งไม่พึงปรารถนา...มาทรมานอย่างไม่คาดฝัน

การกล่าวโทษผู้อื่นโดยขาดการไตร่ตรอง
เป็นการสั่งสมโทษและบาปใส่ตนให้ได้รับความทุกข์
จึงควรสลดสังเวชต่อความผิดของตน
งดความเห็นที่เป็นบาปภัยแก่ตนเสีย

ความทุกข์เป็นของน่าเกลียดน่ากลัว
แต่สาเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ ทำไมพอใจสร้างขึ้นเอง

ที่มา : หนังสือ ขันธะวิมุติสะมังคีธรรมะ
คัดลอกจาก..http://www.84000.org/supatipanno/katitam.html.

วันอาทิตย์ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2554

ผู้มี สติ สัมปชัญญะ เป็นอย่างไร ?

ผู้มี สติ สัมปชัญญะ เป็นอย่างไร ?
สติสูตร ว่าด้วย...สติ   
[๖๘๒] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ อัมพปาลิวัน ใกล้เมืองเวสาลี ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลาย ... แล้วได้ตรัสพระพุทธภาษิตนี้ว่า ดูกรภิกษุ ทั้งหลาย ภิกษุพึงเป็นผู้มีสติสัมปชัญญะอยู่ นี้เป็นอนุศาสนีของเราสำหรับเธอทั้งหลาย.            

[๖๘๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุเป็นผู้มีสติอย่างไร? ภิกษุในธรรมวินัยนี้ พิจารณา เห็นกายในกายอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ พึงกำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้ พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาอยู่ ฯลฯ พิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่ ฯลฯ พิจารณาเห็นธรรมในธรรม อยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ พึงกำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้ ดูกรภิกษุ ทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้มีสติอย่างนี้แล.            

[๖๘๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุเป็นผู้มีสัมปชัญญะอย่างไร? ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมกระทำความรู้สึกตัวในการก้าวไป การถอยกลับ กระทำความรู้สึกตัวในการเหลียว การแล กระทำความรู้สึกตัวในการคู้เข้าและเหยียดออก กระทำการรู้สึกตัวในการทรงผ้าสังฆาฏิ บาตร และจีวร กระทำการรู้สึกตัวในการกิน การดื่ม การลิ้ม กระทำการรู้สึกตัวในการถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะ กระทำการรู้สึกตัวในการเดิน ยืน นั่ง หลับ ตื่น พูด นิ่ง ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุ เป็นผู้มีสัมปชัญญะอย่างนี้แล ภิกษุพึงเป็นผู้มีสติสัมปชัญญะอยู่ นี้เป็นอนุศาสนีของเราสำหรับ เธอทั้งหลาย.

จบ สูตรที่ ๒
เนื้อความพระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๙ บรรทัดที่ ๓๘๘๒ - ๓๘๙๙. หน้าที่ ๑๖๓.
ขอบคุณข้อมูลจาก : พี่ยิ้ม

เมตตา อภัย สันติ


เมตตา อภัย สันติ
เขียนโดย ปิยโสภณ

คัดลอกจากหนังสือ “เมตตา อภัย สันติ ทางแห่งสันติธรรม”
รวบรวมในหนังสือ “ความจริงเกี่ยวกับ ความรัก ความโกรธ และ ความเมตตา เล่ม ๓” 

     พระพุทธศาสนา ไม่ต่างอะไรกับยาดีที่หาได้ยาก เป็นยาที่สามารถป้องกันและเยียวยาโรคร้ายต่าง ๆ ได้ดีจริง แม้จะมีน้อย ก็จะสามารถเยียวยาโรคภัยนั้นได้จริง

     โลกของเราเวลานี้ กำลังเป็นโรคร้าย อันก่อตัวมาจากแรงกระตุ้นของราคะ โกรธ เกลียด อาฆาต พยาบาท ความลุ่มหลงในอำนาจ จำต้องอาศัยยาดีคือ เมตตา อภัย สันติ มาเยียวยา

     พระพุทธศาสนามียาดีมาให้ ด้วยหลักเมตตา อภัย สันติ พระพุทธศาสนาจะเป็นที่พึ่งอย่างยิ่งของโลกยุคนี้ เพราะเป็นหลักการที่พระพุทธองค์ตรัสสอนไว้ดีแล้ว และพระพุทธศาสนาก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วในระยะเวลา ๒๕๐๐ กว่าปีที่ผ่านมา

     พวกเราชาวพุทธต้องภูมิใจ และต้องช่วยกันสร้างเมล็ดพันธุ์แห่งเมตตา อภัย สันติ ให้เกิดขึ้นในใจ และแผ่ขยายให้โลกได้ลิ้มรส

     เมล็ดพันธุ์แห่งเมตตา อภัย สันติ นี้เป็นของสากล คือความคิดที่เป็นบวก คือความคิดชอบ พูดชอบ ทำชอบ กระทั่งกลายเป็นพลังบวก พลังบวกคือปรมาณูแห่งสันติที่ทุกคนต้องสร้างจากภายในจิตแต่ละดวง ชี้ไปที่จิตดวงอื่นไม่ได้ เมื่อทุกคนทำพร้อมกัน พลังบวกก็จะแผ่ความร่มเย็นคุ้มครองโลกได้อย่างเร็วพลัน

     พวกเราต้องช่วยกันเพาะเมล็ดพันธุ์ ลงในหุ้นส่วนทุกหมู่เหล่า กระทั่งโลกทั้งโลกมีหุ้นส่วนแห่งเมตตา อภัย สันติ ร่วมกัน

     โลกร้อนระอุ เปลวเพลิงราคะ โทสะ โมหะ โกรธ เกลียด เคียดแค้น กำลังโหมกระหน่ำซ้ำเติมโลก ยิ่งกว่าภัยจากคลื่นยักษ์สึนามิ มนุษย์กำลังพร่ำเรียกหาเมตตา อภัย สันติ คำสอนทางพระพุทธศาสนากำลังถูกยกขึ้นสู่สังคมโลก เหมือนหาน้ำมาดับไฟที่กำลังลุกไหม้

     เพราะคนขาดเมตตา ขาดการให้อภัย จึงทำให้โลกขาดสันติสุข พระพุทธศาสนาพร่ำสอนเรื่องเหล่านี้มานานกว่า ๒๕๐๐ ปีแล้ว จึงถือว่า เป็นโอกาสสำคัญของชาวพุทธที่จะหันมาช่วยกันกอบกู้โลกคราววิกฤต

     พระพุทธศาสนากำลังกลายเป็นศาสนาที่โลกหวังพึ่ง เพราะคำสอนทุกบรรทัดล้วนแต่สอนให้คนยุติการเบียดเบียน มิใช่ยุติการเบียดเบียนคนอื่นเท่านั้น แม้เป็นการเบียดเบียนตนเองก็ต้องยุติด้วย

     พระพุทธองค์ทรงสอนให้มองศัตรูภายใน คืออำนาจแห่งราคะ โทสะ โมหะ คือศัตรูตัวฉกาจที่สุด และซ่อนตัวอยู่ในใจเราเอง

     การมองคนอื่นเป็นศัตรู คือการสร้างความเดือดร้อนทั้งเราและเขา เพราะผู้ถูกกล่าวหาก็จะกล่าวหาเราตอบ ผู้ถูกทำร้ายก็จะหาทางแก้แค้นตอบโต้ แต่ถ้ามองเห็นศัตรูภายในตัวเราได้ ทุกอย่างก็จบ ไม่ต้องไปกล่าวหาใครให้เกิดศึกสงคราม

     สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตรัสสอนตรงกันข้าม คือทรงสอนให้คนเราเสียสละ ความสุขของเราอยู่ที่ทำให้คนอื่นมีความสุขมากกว่าตน การคิดเช่นนี้ เรียกว่าคิดบวก มนุษย์เราต้องจับผิดตัวเราเอง ส่วนคนอื่นให้จับถูก มองค้นหาผิดให้มองเข้าหาตน แต่ถ้าจะมองไปที่คนอื่น ต้องค้นหาถูกของเขาให้พบ

     ด้วยเหตุนี้ คำสอนของพระพุทธองค์ จึงเป็นแสงสว่างของโลก เพราะเป็นคำสอนที่เน้นให้คนมองบวก มองดี ยุติการมองร้ายซึ่งกันและกัน พระพุทธศาสนา จึงเป็นศาสนาที่โลกหวังพึ่ง เป็นคำสอนที่จะสามารถยุติการเข่นฆ่าพยาบาทเบียดเบียนกันได้จริง

     พระพุทธองค์ทรงผลิตธรรมาวุธไว้ช่วยโลกนานแล้ว วันนี้เมตตา อภัย สันติ จะเกิดขึ้นไม่ได้ หากโลกไม่สามารถทดแทนศาสตรวุธด้วยธรรมาวุธ ไม่ทดแทนมิจฉาทิฏฐิด้วยสัมมาทิฏฐิ ไม่เปลี่ยนพลังลบให้เป็นพลังบวก

     พระพุทธองค์ ไม่ได้สอนให้ศาสนิกชนทำชั่วเพื่อบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ไม่ได้สอนเรื่องอ้อนวอนบวงสรวงส่งส่วยบูชายัญประหัตประหารชีวิตกัน เพื่อประจบสอพลอขอพรต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หากแต่สอนว่า ใครทำชั่ว ผู้นั้นจะต้องได้รับผลชั่วนั้นด้วยตัวเขาเอง ใครทำดี พูดดี คิดดี ผลความดีที่ทำก็จะเผล็ดผลต่อเขาเองเช่นกัน ไม่มีใครจะลงมาไถ่บาปกรรมนั้นจากเขาได้ ไม่มีอำนาจดลบันดาลอื่นใดที่จะกลับดำให้เป็นขาวได้ แต่ที่ทำมามนุษย์ล้วนแอบอ้างสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งสิ้น

     เมื่อมองไปรอบด้านแล้ว ก็เห็นชัดว่า คำสอนในพระพุทธศาสนาที่สอนเรื่องเมตตา อภัย สันติ นี่เอง คือทางรอดของโลก ปราศจากเมตตาต่อกัน ให้อภัยกัน โลกจะร่มเย็นได้อย่างไร

     ประวัติศาสตร์ของพระพุทธศาสนา ยืนยันหลักการทั้ง ๓ นี้ได้เป็นอย่างดี เพราะไม่มีการเข่นฆ่ากันในนามศาสนา ไม่มีศึกสงครามในนามองค์กร ชาวพุทธยอมแพ้เพื่อให้เรื่องสงบ ไม่มีการเบียดเบียนใดที่เกิดขึ้นในนามของพระพุทธเจ้า ไม่มีการทำศึกสงครามใด ๆ ในนามสิ่งศักดิ์สิทธิ์

     ถ้าจะทำศึกสงคราม พระพุทธเจ้าให้ต่อสู้กับตนเอง ให้มองเข้ามาข้างใน หาข้อบกพร่องของตนเอง จับผิดตนเองให้ได้ แล้วแก้ไขตัวเองให้เรียบร้อย แต่ถ้าจะมองออกข้างนอก หรือมองไปที่คนอื่น ให้มองเป็นเมตตา มองแล้วให้อภัยกัน ให้เกิดสันติสุข หาทาง “จับถูก” แทนการ “จับผิด”

     เมื่อใดมองออก พร้อมจิตที่ขาดเมตตา อภัย และสันติ เมื่อนั้นเราจะพบแต่ความผิดของคนอื่น ศึกสงครามและศัตรู ยืนรอเราอยู่รอบด้าน เปลวเพลิงโทสะพยาบาทเบียดเบียน ก็จะลุกโชนขึ้นไม่สิ้นสุด ด้วยเหตุนี้ พระพุทธศาสนา จึงเป็นเส้นทางสายไหมของโลกยุคใหม่ เส้นทางสายที่ไร้การเข่นฆ่าเบียดเบียน สายพอดีพอเพียง สายที่มองบวก จับถูก เมตตา อภัย สันติ ทางสายนี้ มิใช่รักษามวลมนุษย์ให้รอดเท่านั้น หากแต่สามารถรักษาโลกกลม ๆ ใบนี้ให้ปลอดภัยได้โดยไม่ต้องสงสัย.

เมตตาภาวนา


เมตตาภาวนา
เขียนโดย พระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก

คัดลอกจากหนังสือ “อานาปานสติ : วิถีแห่งความสุข ๑ ชีวิตทั้งหมดให้อยู่ด้วยอานาปานสติ”
รวบรวมในหนังสือ “ความจริงเกี่ยวกับ ความรัก ความโกรธ และ ความเมตตา เล่ม ๓” 

อานิสงส์ของการเจริญเมตตาภาวนา 
๑. หลับเป็นสุข 
๒. ตื่นเป็นสุข 
๓. ไม่ฝันร้าย 
๔. อมนุษย์รักใคร่ 
๕. มนุษย์ทั้งหลายรักใคร่ 
๖. เทวดาทั้งหลายย่อมคุ้มครอง 
๗. ไฟ ศาสตราวุธ ยาพิษ ไม่อาจกล้ำกราย 
๘. ผิวหน้าย่อมผ่องใส 
๙. จิตย่อมตั้งมั่นเป็นสมาธิเร็ว 
๑๐. เมื่อตายเป็นผู้ไม่หลง 
๑๑. เมื่อจากโลกนี้ไป ก็ไปบังเกิดในพรหมโลก 

     เมื่อเจริญเมตตาภาวนาบ่อยๆ จะมีอานิสงส์ช่วยระงับความโกรธได้ 

     ให้เจริญเมตตาให้กับตัวเองก่อนโดยอาศัยสติ สมาธิ และปัญญา ให้พยายามรักษาใจให้สงบนิ่ง กำหนดรู้ลมหายใจออก ลมหายใจเข้า พักหนึ่ง 

"การแผ่เมตตาให้กับตัวเอง" 
     อะหังสุขิโตโหมิ ขอให้ข้าพเจ้าจงเป็นผู้ถึงสุข 
     ยกขึ้นมาพิจารณาทุกครั้งที่รู้ลมหายใจเข้า ลมหายใจออก 

     ความสุขอยู่ที่ไหน ความสุขไม่ใช่อยู่ที่อารมณ์โกรธ หรือเมื่อเราได้โกรธคนอื่น เราโกรธเขา เขาก็เป็นทุกข์เหมือนเรา หรือทุกข์มากกว่าเรานั่นแหละ เขาก็กำลังแก่ กำลังเจ็บไข้ ป่วย กำลังจะตาย เหมือนเรานั่นแหละ 

     เขาก็กำลังประสบกับความเสื่อมลาภ เสื่อมยศ นินทา ทุกข์ เหมือนกับเรา เพราะ ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข ล้วนแต่เกิดขึ้นแล้วดับไปในที่สุด ไม่แน่นอน ไม่คงอยู่ได้ 

     ความสุขอยู่ที่การปล่อยวางสิ่งภายนอก และสัญญาอารมณ์ต่างๆ ระลึกรู้ลมหายใจออก ลมหายใจเข้าถอนจิต ถอนอุปาทานจากอารมณ์โกรธ น้อมเข้ามา ๆ ให้จิตพักอาศัยอยู่ที่ลมหายใจ 

     "เอาลมหายใจเป็นกัลยาณมิตร" 
     หายใจออกยาว ๆ สบาย ๆ      หายใจเข้าช้า ๆ ลึก ๆ หน่อย 
     หายใจออกยาว ๆ สบาย ๆ      หายใจเข้า สบาย ๆ ภาวนาว่า 
     ขอให้ข้าพเจ้าจงเป็นผู้ถึงสุข    หายใจเข้า 
     หายใจออก สบาย ๆ              แล้วพิจารณาต่อว่า 

     นิททุกโข โหมิ ขอให้ข้าพเจ้าจงเป็นผู้ไร้ทุกข์ 

     ความชั่วร้ายของเขา เป็นของเขา ไม่ใช่ของเรา เราไม่ต้องไปคิด ไปเกาะติดยึดมั่นถือมั่น แบกเอาไว้ 

     ความชั่วของใครก็เป็นของร้อนเป็นทุกข์ทั้งนั้น เราไปยึดติดเมื่อไร ก็เดือดร้อน เป็นทุกข์เมื่อนั้น

     ถึงแม้ว่า เขาผิดจริงก็ตาม ผู้มีปัญญา ผู้หวังความสุข ไม่เอามาคิดเป็นอารมณ์ ให้ระวัง ๆ แล้วพิจารณาต่อว่า 

     อะเวโรโหมิ ขอให้ข้าพเจ้าจงเป็นผู้ไม่มีเวร 

     ตรวจตราดูความรู้สึกภายในใจตัวเอง หรือสังเกตดูความนึกคิดของเรา ว่ามีเวรหรือไม่ 

     จองเวรเขา ก็เหมือนจองเวรตัวเอง ทำให้จิตเศร้าหมอง 

     “เวรไม่ระงับด้วยการจองเวร เวรระงับด้วยการไม่จองเวร” 

     ถ้าเราต้องการความสุข เราต้องเป็นผู้ไม่มีเวร ให้ระงับความรู้สึก นึกคิดจองเวรใคร ๆ ออกไปจากภายในใจของเรา ให้อภัย อโหสิกรรมแก่ทุกคน

     ทุกครั้งที่ลมหายใจออก ลมหายใจเข้า ชำระความรู้สึก ความนึกคิดจองเวรให้หมดไป ๆ

     เอาลมหายใจเป็นกัลยาณมิตร หายใจออก หายใจเข้า สบาย ๆ แล้วพิจารณาต่อ 

     อัพยาปัชโฌโหมิ ขอให้ข้าพเจ้าจงเป็นผู้ไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกัน

     ตรวจตราภายในใจดูว่า มีความรู้สึกนึกคิดเบียดเบียนใครหรือไม่ ถ้าเขาคิดอย่างนี้กับเรา พูดอย่างนี้กับเรา ทำอย่างนี้กับเรา เราจะรู้สึกอย่างไร ถ้าเราไม่สบายใจ เราก็ไม่น่าคิดกับเขาอย่างนั้น รักษาใจ ไม่ให้หวั่นไหวต่ออารมณ์พอใจ และไม่พอใจที่มากระทบ 

     จงสร้างเกาะไว้เป็นที่พึ่งด้วย สติ สัมปชัญญะ ปัญญา สมาธิ หิริโอตตัปปะ และขันติ คือความอดทน รวมกันไว้ที่ลมหายใจออก ลมหายใจเข้า ไม่ให้เกิดทุกข์ ไม่ให้มีทุกข์ ไม่ให้เบียดเบียนใคร ทุกลมหายใจออก ลมหายใจเข้า

     สุขีอัตตานัง ปะริหะรามิ จงรักษาตนอยู่เป็นสุขเถิด 
     ให้ระลึกถึงปีติสุขทุกลมหายใจออก ลมหายใจเข้า เรื่อย ๆ ๆ ๆ 
     รู้เฉพาะปีติสุข หายใจออก รู้เฉพาะปีติสุข หายใจเข้า
     ให้หัวใจของเรานี้เต็มไปด้วยปีติสุข แล้วแผ่ความสุขออกไป ๆ ๆ ๆ 

     การแผ่เมตตานี้ ต้องแผ่เมตตาให้แก่ตัวเองก่อน จนให้เกิดความสุขใจ

     การจะให้เกิดความสุขใจนั้นต้องอาศัย สมาธิ และ ปัญญาสนับสนุนกัน ด้วยอำนาจสมาธิ จิตสามารถยังปีติสุขให้เกิดได้ และต้องใช้ปัญญาเห็นโทษของการคิดผิด คิดเบียดเบียน ฯลฯ ให้ระงับความคิดเหล่านั้นด้วยสติปัญญา จึงจะเกิดเมตตาได้ 

"การแผ่เมตตาให้สรรพสัตว์" 
     สัพเพ สัตตา สุขิตา โหนตุ 
     ขอให้สัตว์ทั้งหลายทั้งปวงจงเป็นผู้ถึงความสุข 

     เมื่อใจเรามีความสุข มีเมตตา มีความรู้สึกรักใคร่ ปรารถนาดี มีความรักที่บริสุทธิ์ ให้แผ่ความรัก ความเมตตาที่บริสุทธิ์กระจายออกไปจากหัวใจของเราไปยังสรรพสัตว์ 

     วิธีแผ่เมตตา มี ๒ วิธี คือ 
     วิธีที่ ๑. อาศัยนิมิต
     วิธีที่ ๒. ไม่มีนิมิต 

     "อาศัยนิมิต" เมื่อใจเราเต็มไปด้วยความสุขแล้ว ขณะที่ลมหายใจออก ลมหายใจเข้า ให้นึกมโนภาพถึงคนที่เราตั้งใจจะแผ่เมตตาไปให้ไว้เฉพาะหน้า หรือไว้ที่หัวใจ นึกมโนภาพ ใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส กำลังมีความสุขของเขา และส่งกระแสเมตตาจิตไป ทุกลมหายใจออก ลมหายใจเข้า
     
     เริ่มต้นจากคนใกล้ชิดตัวเราที่รักกันอยู่ก่อน เช่น พ่อ แม่ ลูก ภรรยา เพื่อนรัก เพื่อนร่วมงาน เป็นต้น ต่อไปก็คนที่เป็นกลาง ๆ ไม่รัก ไม่ชัง ค่อย ๆ แผ่ไป ๆ ทีละคน ทีละกลุ่ม 

     ต่อไปก็ถึงคนที่เรากำลังมีปัญหาอยู่กับเขา ตั้งใจ หวังดีต่อเขา ปรารถนาดีต่อเขา ขอให้เขาจงมีความสุขเถิด ขอให้ไม่มีเวรซึ่งกันและกันเถิด ขอให้เราอย่าเบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย 

     "ไม่มีนิมิต" เมื่อเราพร้อมแล้ว เรามีปีติและสุข ทุกลมหายใจออก ลมหายใจเข้าแล้ว สัพเพสัตตา สุขิตาโหนตุ ขอสัตว์ทั้งหลายทั้งปวง จงเป็นผู้ถึงความสุข พยายามทำความรู้สึกที่ดี ความปรารถนาดี ความรักที่บริสุทธิ์ แผ่ออกไป รอบ ๆ ตัวเรา ทุกลมหายใจเข้า ลมหายใจออก 

     พยายามนึกไปกว้าง ๆ ไกล ๆ คลุมไปทั่วโลก ทั่วจักรวาล มีแต่ความสุข ทุกลมหายใจออก – เข้า สัพเพ สัตตา สุขิตา โหนตุ หายใจออกเต็มไปด้วยความสุข หายใจเข้าเต็มไปด้วยความสุข 

     กามวิตก พยาบาทวิตก หิงสาวิตก เป็นศัตรูต่อการเกิดเมตตาจิต เมื่อใจเรามีเมตตา จิตใจก็จะสงบ มีความสุข ไม่ต้องคิดเรียกร้องความเห็นอกเห็นใจ ความเข้าใจ ความรัก จากใครอีกต่อไป พ่อแม่ไม่รักเรา ลูกหลานไม่รักเรา สามีภรรยาไม่รักเรา ปัญหาเหล่านี้ก็หมดไป เพราะหัวใจของเราเต็มไปด้วยความสุขและความรัก เรามีแต่ให้ ๆ ๆ ๆ ๆ 

"พรหมวิหาร ๔" 

     คือ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา เป็นธรรมประจำใจของผู้ใหญ่ 
    
         "เมตตา" คือ ความรักใคร่ ปรารถนาดีต่อผู้อื่นและตัวเอง ใครที่อดอยาก ทุกข์ยากลำบาก ด้อยกว่าเรา เราอยากให้เขามีความสุขด้วยการให้ทาน ช่วยเหลือสงเคราะห์เขา เมื่อเขามีความสุขเราก็มีความสุขด้วย แม้แต่สัตว์เดรัจฉาน เช่น หมา แมว กำลังอด ๆ หิวข้าวอยู่ เราก็ให้อาหาร เขาก็มีความสุขในการกิน เราก็มีความสุข แต่ก็ต้องระวังเหมือนกัน ถ้าเราตามใจลูกหลาน เขาอาจพอใจ แต่เสียนิสัยก็เป็นได้ ต้องระวัง 

     พรหมวิหาร มี ๔ ข้อ แต่ต้องเจริญเมตตาก่อน ไม่มีเมตตา กรุณามีไม่ได้ 
     ไม่มีกรุณา มุทิตา อุเบกขาก็มีไม่ได้ การเจริญเมตตาง่ายกว่าข้ออื่นทุกข้อ 

   "กรุณา" คือ มีจิตใจสงสาร อยากให้เขาพ้นทุกข์ เป็นจิตที่สูงกว่า และยากกว่าเมตตา เป็นความปรารถนาให้เขาพ้นทุกข์ รู้จักผิดถูก เมื่อเขาทำผิดต้องชี้แจง แนะนำ สั่งสอน เพื่อให้เขาละความชั่ว ความผิด แก้ไขตัวเอง อันนี้เราต้องมีจิตใจกล้าหาญ ถ้าใจดีแต่ใจอ่อนก็ทำไม่ได้ เพราะเราเจตนาดีแต่เขาอาจจะไม่พอใจ อาจจะกระทบกระเทือนใจเขา เขาอาจจะโกรธเรา พ่อแม่ที่เมตตารักลูกก็มีแยะ แต่คนที่มีกรุณาก็น้อย เพราะต้องดุ ต้องว่า ต้องสอน บางทีก็ต้องลงโทษด้วย นี่เป็นกรุณา 

      "มุทิตา" คือ พลอยยินดีเมื่อเขาได้ดีมีความสุข ทำจิตยากกว่ากรุณาอีก เขาได้ดีกว่าเรา เราไม่อิจฉา ยินดีมีความสุขกับเขาด้วย เช่น เพื่อนรุ่นเดียวกับเรา เรียนเก่งกว่าเรา หล่อกว่าเรา รวยกว่าเรา ตำแหน่งก็ได้สูงกว่าเรา ภรรยาของเขาสวยกว่าภรรยาเรา เรารู้สึกว่าเขาดีกว่าเรา มีความสุขกว่าเรา อะไร ๆ ก็ดีกว่าเราทุกอย่าง (จริง ๆ แล้วไม่แน่) แต่เรายินดีกับเขาด้วย อันนี้เป็นมุทิตาจิต 

     มุทิตาจิตนี้ละเอียด ทำยาก ขนาดพระ ครูบาอาจารย์ ที่มีเมตตา กรุณามาก แต่มุทิตาจิตนี้ก็มียาก มุทิตาจิต เป็นจิตที่ไม่อิจฉา สูงกว่ากรุณา และทำยากกว่า 

      "อุเบกขา" วางเฉยนี้ยิ่งยากกว่ามุทิตาจิตอีก อะไรจะเกิด ใครจะนินทาก็ไม่หวั่นไหว รักษาใจเป็นกลาง เฉย ๆ ต้องเข้าใจกฎแห่งกรรม ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปตามกรรม ต้องเข้าใจเรื่องเหตุผลและเหตุปัจจัย ต้องมีปัญญา จึงจะเกิดอุเบกขาได้ 

    อุเบกขา ต้องประกอบด้วย เมตตา กรุณา มุทิตา จึงจะเป็นอุเบกขาจริง ๆ. 

บทความที่ได้รับความนิยม