แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ภาวนาด้วยหัวใจ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ภาวนาด้วยหัวใจ แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

การฝึกปฏิบัติ : ข้อฝึกอบรมสติ 5 ประการ


การฝึกปฏิบัติ : ข้อฝึกอบรมสติ 5 ประการ

เมื่อแรกที่หลวงปู่ติช นัท ฮันห์ ดำริว่าน่าจะนำหลักศีลห้ามาตีความ และประยุกต์ให้เข้ากับ ยุคสมัย สานุศิษย์ของท่านก็ขมวดคิ้ว โดยเหตุที่เขาเหล่านั้น ก็ไม่ต่างกับชาวไทยที่ถูกสั่งสอนมา ตั้งแต่เริ่มจำความได้ว่า ศีลห้า ก็คือ ข้อห้าม ห้ามทำโน่นทำนี่ แล้วจะกลายมาเป็นหลักปฏิบัติ ให้ทำอะไรต่อมิอะไร ได้อย่างไร

     แต่ภายหลังที่ท่านได้ขยายความให้ฟัง ก็รู้สึกว่าจะเป็นที่น่าทึ่งยิ่งนัก เพราะการตีความแบบใหม่ ครอบคลุม กับภาวะของยุคสมัยปัจจุบัน และ มองเห็นภาพชัดเจนยิ่งกว่า

     ไม่ว่าจะเป็นศีลปาณาติบาต ที่เราเข้าใจมาแต่เดิมว่าห้ามทำลายชีวิต ท่านขยายความไปถึง การเรียนรู้ที่จะ ปกป้องสภาพแวดล้อม และธรรมชาติ ศีลข้อห้ามลักทรัพย์ ก็รวมไปถึงการทุจริต คอรัปชัน ความอยุติธรรมทางสังคม ศีลข้อสาม ยังชี้ให้เห็นถึงปัญหาการล่วงละเมิดทางเพศ ของเด็ก ศีลข้อสี่ ก็มิได้หมายถึงการห้ามกล่าวเท็จ แต่เพียงอย่างเดียว หากยังรวมไปถึงการตั้ง สัตย์ปฏิญาณ ที่จะพูดแต่ความจริง และถ้อยคำที่ก่อให้เกิดความหวัง เบิกบาน และไม่ควรกระพือ ข่าวที่ตนเองไม่รู้แน่ชัด ตลอดจนละเว้นวาจาที่จะก่อให้เกิดความแตกแยก ส่วนศีลข้อสุดท้าย มิได้หมายถึงข้อห้ามจากสุราเครื่องดื่ม มึนเมา เหมือนแต่เดิม หากยังขยายความไปถึง การบริโภค ที่ไม่เหมาะสม ทั้งต่อร่างกายและจิตวิญญาณของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นรายการโทรทัศน์ วิทยุ หนังสือ ภาพยนตร์ และการสนทนา

     ดังนี้ จะเห็นได้ว่า ศีลห้าได้ถูกตีความใหม่ในลักษณาการที่คนร่วมสมัยเข้าใจได้ ทั้งนี้ วิถีชีวิต ปัจจุบันนั้นได้เปลี่ยนแปลงไปมาก ชีวิตและสังคมมีความสลับซับซ้อนมากขึ้น การมองเห็นความ ผิดบาป หรือความเบียดเบียน ที่มนุษย์สามารถกระทำต่อผู้อื่นนั้น เป็นไปได้ยากขึ้นตามลำดับ

ข้อฝึกอบรมสติ 5 ประการ ก็คือ หลักศีล 5 ที่นำมาปรับประยุกต์ให้เข้ากับยุคสมัยนั่นเอง    

download ข้อฝึกอบรมสติ 5 ประการ ฉบับปรับปรุงใหม่ ได้ที่นี่ ... 



ข้อฝึกอบรมสติ 5 ประการ

ข้อฝึกอบรมสติ 5 ประการ คือ วิธีการเจริญสติ 5 วิธี ที่เป็นรูปธรรม ตามหลักคำสอนแห่งพระพุทธองค์ ในเรื่องอริยสัจ 4 และมรรค 8 อันเป็นหนทางแห่งความเข้าใจ และความรักอันแท้จริง ซึ่งมีความสามารถที่จะนำการบำบัดเยียวยา การแปรเปลี่ยน และความสุขมาสู่ตัวเราและโลก ข้อฝึกอบรมสติ 5 ประการนี้คือการบ่มเพาะปัญญาแห่งการเป็นดั่งกันและกัน ซึ่งคือความคิดเห็นที่ถูกต้อง (สัมมาทิฏฐิ) ความคิดเห็นที่ถูกต้องสามารถถอดถอนความเชื่ออย่างงมงาย ความแบ่งแยก ความคับแคบ ความกลัว ความเกลียดชัง และความสิ้นหวังทั้งปวง การดำเนินชีวิตและฝึกปฏิบัติตามข้อฝึกอบรมสติ 5 ประการนี้ คือการอยู่บนหนทางของผู้ตื่นรู้ (พระโพธิสัตว์) ข้อฝึกอบรมสติ 5 ประการนี้เป็นคำสอนทางพระพุทธศาสนา อันตั้งอยู่บนพื้นฐานทางจิตวิญญาณและจริยธรรมโลก เมื่อเราตระหนักรู้ว่าเรากำลังอยู่บนหนทางแห่งพระพุทธองค์ เราจะไม่หลงไปกับความกังวลต่อปัจจุบัน และความหวาดกลัวต่ออนาคต



ข้อฝึกอบรมสติข้อที่ 1 การปกป้องชีวิต

     ด้วยความตระหนักรู้ถึงความทุกข์จากความรุนแรงและการทำลายชีวิต ข้าพเจ้าขอตั้งปณิธานที่จะบ่มเพาะปัญญาแห่งการเป็นดั่งกันและกัน (ความเชื่อมโยงสัมพันธ์กันของสรรพสิ่ง) และหล่อเลี้ยงความเมตตากรุณาให้เบ่งบาน เพื่อที่จะปกป้องชีวิตของมนุษย์ สัตว์ พืช และสภาพแวดล้อมของสรรพชีวิตเหล่านั้น ข้าพเจ้าขอตั้งปณิธานที่จะไม่ทำลายชีวิต ไม่ปล่อยให้ผู้อื่นทำลายชีวิต และไม่สนับสนุนการกระทำใดๆ ที่ก่อให้เกิดการทำลายชีวิต ไม่ว่าจะด้วยความคิด หรือการดำเนินชีวิตประจำวันของข้าพเจ้าก็ตาม ข้าพเจ้าเห็นว่าการก่อความรุนแรงทั้งหลาย มีสาเหตุจาก ความโกรธ ความกลัว ความอยาก ความคับแคบ และความเชื่ออย่างงมงาย ที่มีรากมาจากความคิดที่เป็นสองขั้ว และแบ่งแยก ข้าพเจ้าตั้งปณิธานที่จะเรียนรู้ ฝึกฝน ให้มีทัศนะอันเปิดกว้่าง ไร้การแบ่งแยก ไม่ติดยึดกับความเห็นใดความเห็นหนึ่ง ทฤษฎีใดทฤษฎีหนึ่ง หรือระบบความคิดแบบใดแบบหนึ่ง เพื่อที่จะแปรเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์แห่งความรุนแรง ความเชื่ออย่างงมงาย และการยึดติดในลัทธิใดๆ ที่มีอยู่ในตัวข้าพเจ้าและในโลกนี้



ข้อฝึกอบรมสติข้อที่ 2 ความสุขอันแท้จริง

     ด้วยความตระหนักรู้ถึงความทุกข์จากการหาผลประโยชน์ส่วนตัว การลักขโมย การกดขี่ ความอยุติธรรมทางสังคม ข้าพเจ้าขอตั้งปณิธานว่าจะทำทานด้วยการแบ่งปันเวลา พลัง และทรัพย์สิน ให้แก่ผู้ที่มีความจำเป็น ไม่ว่าจะโดยทางความคิด คำพูด หรือการกระทำในชีวิตประจำวัน ข้าพเจ้าตั้งจิตมั่นว่า จะไม่ลักขโมย และไม่ครอบครองสิ่งที่ควรเป็นของผู้อื่่น ข้าพเจ้าตั้งจิตมั่นว่าจะฝึกการมองอย่างลึกซึ้ง เพื่อที่จะเห็นว่าความสุขและความทุกข์ของผู้อื่น มีความเกี่ยวพันอย่างใกล้ชิดกับความสุขและความทุกข์ของข้าพเจ้าเอง ความสุขที่แท้จริงจะมีไม่ได้ ถ้าปราศจากความรักและความเข้าใจ การหาความสุขโดยวิ่งตามหาอำนาจ ชื่อเสียง ความร่ำรวย และกามารมณ์ จะนำไปสู่ความทุกข์และความสิ้นหวัง ข้าพเจ้าตระหนักดีว่า ความสุขที่แท้จริงไม่ได้เกิดขึ้นมาจากภายนอก แต่เกิดขึ้นมาจากภายในจิตใจ จากวิธีการมองและการคิดของข้าพเจ้าเอง ดังนั้น การฝึกที่จะดำเนินชีวิตด้วยความพอดี ทำให้ข้าพเจ้ามีชีวิตอย่างมีความสุขได้ในขณะนี้ เพียงแต่ข้าพเจ้าจะต้องมีความสามารถที่จะกลับมาสู่ปัจจุบันขณะ และตระหนักถึงเงื่อนไขแห่งความสุขที่มีพร้อมอยู่แล้ว ข้าพเจ้าตั้งปณิธานที่จะประกอบอาชีพอันสุจริตชอบธรรม (สัมมาอาชีวะ) เพื่อที่จะบรรเทาความทุกข์ของสรรพชีวิตบนผืนโลกนี้ และเปลี่ยนแปลงกระบวนการอันส่งผลให้เกิดภาวะโลกร้อน



ข้อฝึกอบรมสติข้อที่ 3 ความรักที่แท้จริง

     ด้วยความตระหนักรู้ถึงความทุกข์จากการประพฤติผิดในกาม ข้าพเจ้าขอตั้งปณิธานว่าจะบ่มเพาะความรับผิดชอบ และเรียนรู้วิธีที่จะปกป้องความมั่นคง ความปลอดภัย และความซื่อสัตย์ของปั้จเจกบุคคล คู่สมรส ครอบครัว และสังคม ข้าพเจ้ารู้ดีว่าการมีเพศสัมพันธ์ และการมีความรักนั้นเป็นสองสิ่งที่ต่างกัน เพราะฉะนั้น การมีความสัมพันธ์ทางเพศอันเนื่องด้วยความใคร่ จะนำความทุกข์และความแตกแยกร้าวฉาน มาสู่ตัวข้าพเจ้าและบุคคลอื่นอยู่เสมอ ข้าพเจ้าตั้งปณิธานที่จะไม่ยุ่งเกี่ยวมีเพศสัมพันธ์โดยปราศจากความรักที่แท้จริง และพันธะสัญญาในระยะยาวอย่างเปิดเผยเป็นทางการ ข้าพเจ้าจะทำทุกอย่างตามกำลังความสามารถ เพื่อป้องกันไม่ให้เด็กๆ ถูกล่วงละเมิดทางเพศ ตลอดจนปกป้องไม่ให้คู่สมรส และครอบครัวต้องแตกแยก เนื่องจากการประพฤติผิดในกาม ด้วยการมองเห็นถึงการเป็นอันหนึ่งอัันเดียวกันของกายและใจ ข้าพเจ้าตั้งจิตมั่นว่า จะเรียนรู้วิธีที่จะดูแลพลังทางเพศอย่างเหมาะสม และบ่มเพาะความรัก ความเมตตา ความกรุณา ความเบิกบาน และความไม่แบ่งแยก ซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐาน 4 ประการของรักแท้ (พรหมวิหาร 4) เพื่อความสุขที่ยิ่งใหญ่ของตนเองและผู้อื่น ด้วยการฝึกปฏิบัติรักที่แท้นี้ เราจะมีความสืบเนื่องอันงดงาม และเปี่ยมด้วยความสุขต่อไปในอนาคตอยู่เสมอ



ข้อฝึกอบรมสติข้อที่ 4 วาจาแห่งความรักและการฟังอย่างลึกซึ้ง

     ด้วยความตระหนักรู้ถึงความทุกข์จากการกล่าวถ้อยคำที่ขาดความยั้งคิด และขาดความสามารถที่จะฟังอย่างลึกซึ้ง ข้าพเจ้าขอตั้งปณิธานที่จะเรียนรู้การใช้วาจาที่ไพเราะเปี่ยมด้วยความรัก และการตั้งใจฟังอย่างลึกซึ้ง เพื่อที่จะช่วยหยิบยื่นความเบิกบาน แบ่งเบาความทุกข์ของผู้อื่น สร้างความสุขสันติ และฟื้นฟูความปรองดอง สามัคคีระหว่างทุกคน ทุกเชื้อชาติ และทุกศาสนา ข้าพเจ้ารู้ดีว่าคำพูดสามารถก่อให้เกิดความสุข หรือความทุกข์กับผู้อื่นได้ ข้าพเจ้าขอตั้งจิตมั่นที่จะเรียนรู้การใช้วาจาที่ก่อให้เกิดความมั่นใจ ความเบิกบาน ความสงบ และความหวัง ข้าพเจ้าตระหนักดีว่าถ้อยคำแห่งความจริงมีคุณค่าที่จะสร้างความเข้าใจ และความปรองดอง สามัคคี ข้าพเจ้าตั้งจิตมั่นที่จะไม่กล่าวสิ่งใดๆ ในขณะที่ความโกรธปรากฎขึ้นในใจ แต่จะกลับมาอยู่กับลมหายใจและเดินอย่างมีสติ เพื่อที่จะตระหนักรู้และมองอย่างลึกซึ้งเข้าไปในรากของความโกรธ ข้าพเจ้าตระหนักดีว่าความโกรธนั้น มีรากฐานมาจากความคิดเห็นผิดที่มีอยู่ในตัวข้าพเจ้าเอง ข้าพเจ้าจะพยายามหาวิธีทำความเข้าใจกับความทุกข์ในตัวข้าพเจ้า และในบุคคลที่ข้าพเจ้าโกรธ ข้าพเจ้าขอตั้งจิตมั่นว่าจะพูดแต่ความจริง และตั้งใจฟังในวิถีที่จะช่วยให้ผู้อื่่นได้แปรเปลี่ยน และเห็นทางออกจากความยากลำบากที่กำลังเผชิญอยู่ ข้าพเจ้าขอตั้งปณิธานที่จะไม่กระพือข่าวที่ตัวเองไม่รู้แน่ชัด และละเว้นจากการกล่าววาจาที่จะก่อให้เกิดความแตกแยก ไม่ปรองดองกัน หรือทำให้ครอบครัว ชุมชน ต้องแตกแยกร้าวฉาน ข้าพเจ้าขอตั้งปณิธานว่าจะฝึกปฏิบัติความเพียรอันถูกต้อง (สัมมาวายามะ) เพื่อบำรุงหล่อเลี้ยงความสามารถที่จะเข้าใจ รัก และก่อให้เกิดความสุข ตลอดจนความไม่แบ่งแยก พร้อมทั้งแปรเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์แห่งความรุนแรง ความเกลียดชัง ความกลัว อันนอนเนื่องอยู่ในเบื้องลึกของจิตวิญญาณ



ข้อฝึกอบรมสติข้อที่ 5 การบำรุงหล่อเลี้ยงและเยียวยา

     ด้วยความตระหนักรู้ถึงความทุกข์จากการบริโภคที่ขาดสติ ข้าพเจ้าขอตั้งปณิธานว่าจะเรียนรู้วิธีการแปรเปลี่ยน และบ่มเพาะสุขภาพที่ดีทั้งกายและใจ เพื่อตัวเอง ครอบครัว และสังคม ด้วยการกิน ดื่ม บริโภคอย่างมีสติ ข้าพเจ้าจะฝึกการมองอย่างลึกซึ้งในอาหาร 4 ปรเภท ได้แก่ อาหารที่รับผ่านทางปาก อาหารทางประสาทสัมผัส อาหารทางความปรารถนา และอาหารทางวิญญาณ เพื่อหลีกเลี่ยงการบริโภคอาหารที่เป็นพิษทั้งหลาย ข้าพเจ้าตั้งจิตมั่นที่จะไม่เล่นการพนันเสี่ยงโชค จะไม่ใช้แอลกอฮอล์หรือสิ่งเสพติดอื่นใด รวมทั้งการบริโภคสิ่งให้โทษบางประเภทในอินเตอร์เนต เว็บไซต์ เกมส์ รายการวิทยุ โทรทัศน์ ภาพยนตร์ นิตยสาร หนังสือ และการสนทนา ข้าพเจ้าขอตั้งปณิธานว่า จะฝึกปฏิบัติการกลับสู่ปัจจุบันขณะอยู่เสมอ เพื่อสัมผัสกับความสดชื่นในตัวข้าพเจ้าและสิ่งรอบข้าง ซึ่งมีความสามารถที่จะบำรุง หล่อเลี้ยง และเยียวยา ข้าพเจ้าตั้งจิตมั่นว่า จะไม่ปล่อยให้ความเศร้าโศกเสียใจ ดึงข้าพเจ้ากลับไปในอดีต และไม่ปล่อยให้ความกังวล ความกลัว ความอยาก ดึงข้าพเจ้าให้หลงเข้าไปในอนาคต ข้าพเจ้าขอตั้งปณิธานที่จะไม่บริโภคเพื่อกลบเกลื่อนความทุข์ ความเหงา และความกังวล ข้าพเจ้าจะมองอย่างลึกซึ้งเข้าไปในธรรมชาติแห่งความเป็นดั่งกันและกัน (ความเชื่อมโยงสัมพันธ์กันของสรรพสิ่ง) เพื่อจะเรียนรู้วิธีบริโภค ในหนทางที่จะรักษาความสุขสันติในกายและใจของตนเอง สังคม และโลก

คัดลอกจาก : หมู่บ้านพลัม ประเทศไทย

วันอาทิตย์ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2554

บทพระสูตร : พระสูตรว่าด้วยรัก

บทพระสูตร : พระสูตรว่าด้วยรัก

บทพระสูตร : พระสูตรว่าด้วยรัก

         บุคคลที่ต้องการเข้าถึงสันติ ควรฝึกตนเองให้มีความซื่อตรงอ่อนน้อมถ่อมตนและมี ความสามารถในการพูดจาด้วยเมตตาและความรัก (สัมมาวาจา) บุคคลเช่นนี้จะรู้จักการใช้ชีวิต อย่างเรียบง่ายและมีความสุข มีจิตสงบ ปราศจากความอยาก และไม่ซัดส่ายไปตามอารมณ์ ของคนส่วนใหญ่ บุคคลนี้จะไม่กระทำการใดๆ ที่ไม่เป็นที่ยอมรับของผู้มีปัญญารอบรู้ทั้งหลาย

         ต่อไปนี้คือสิ่งที่บุคคลดังกล่าวควรอธิษฐาน

๐ ขอให้คนทุกคนมีความสุข พ้นจากภยันตราย และมีจิตใจที่เต็มไปด้วยความ เบิกบาน

๐ ขอให้สรรพสัตว์ทั้งหลายมีชีวิตอยู่อย่างมั่นคงและมีสันติ ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่แข็งแรง หรืออ่อนแอ สูงหรือต่ำ ใหญ่หรือเล็ก มองเห็นได้หรือไม่สามารถมองเห็นได้ อยู่ใกล้หรือไกล กำเนิดขึ้นแล้ว หรือยังไม่กำเนิด

๐ ขอให้สรรพสัตว์เหล่านี้จงอยู่ในความสงบอย่างแท้จริง ขออย่าให้มีใครทำร้ายผู้อื่น อย่าให้ใครทำให้ชีวิตผู้อื่นอยู่ในอันตราย ขออย่าให้มีใครทำร้ายผู้อื่นเพราะ ความโกรธหรือเจตนาร้าย เฉกเช่นเดียวกับที่มารดารักและปกป้องบุตรคนเดียว ของเธอ แม้ต้องแลกด้วยชีวิตของเธอเอง

๐ เราต้องบ่มเพาะความรักอันไร้ขอบเขตนี้ ไปทั่วทั้งจักรวาล ทั้งภพข้างบน ภพข้างล่าง และตลอดทั่วทุกภพ ความรักของเรา จะไม่มีอุปสรรคใดกั้นขวาง ใจของเราจะเป็นอิสระจากความเกลียดและความเป็นปฏิปักษ์ ไม่ว่าจะยืน เดิน นั่ง นอน ตราบใด ที่เราตื่น

๐ เราควรจะดำรงสติแห่งความรักนี้ภายในจิตใจของเรา นี้คือหนทางการใช้ชีวิตอันประเสริฐสุด เป็นอิสระจากความเห็นผิด ความโลภ และความอยาก มีชีวิตอยู่ในความงดงาม และความตระหนักรู้ถึงความเข้าใจอันสมบูรณ์ บุคคลที่ให้ความรักอย่าง ไร้ขอบเขตนี้ จะอยู่เหนือการเกิดและการตายอย่างแน่แท้

----------------------------------------------------------------------------------------
จาก กรณียเมตตสูตร พระไตรปิฎกบาลี
        ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ
คัดลอกจาก : http://www.thaiplumvillage.org/

วันอังคารที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2554

บทพระสูตร : พระสูตรเกี่ยวกับการดับสิ้นซึ่งความโกรธ


บทพระสูตร : พระสูตรเกี่ยวกับการดับสิ้นซึ่งความโกรธ

         ครั้งหนึ่งข้าพเจ้าได้ฟังคำสอนของพระพุทธองค์ ขณะที่ทรงประทับอยู่ ณ วัดอนาถ บิณฑิกะ ป่าเชตวัน ใกล้เมืองสาวัตถี

         วันหนึ่งพระอัครสาวกสารีบุตรกล่าวกับหมู่ภิกษุว่า "เพื่อนสหธรรมิก วันนี้ฉันอยากจะ แลกเปลี่ยนเกี่ยวกับ 5 วิธีแห่งการดับสิ้นซึ่งความโกรธ ขอได้โปรดตั้งใจฟังอย่างลึกซึ้ง และนำคำสอนนี้ไปปฏิบัติ"

         ภิกษุทั้งหลายน้อมรับและตั้งใจฟัง พระอัครสาวกสารีบุตรได้กล่าวว่า
         "อะไรคือวิธี 5 ประการสู่การดับเพลิงแห่งความโกรธ"

         นี่คือ วิธีแรก ถ้ามีใครบางคนที่กิริยาท่าทางของเขานั้นกระด้าง ไร้ความเมตตา แต่ถ้อยคำของเขานั้นมีความเมตตา ถ้าเธอรู้สึกโกรธบุคคลนั้น แต่เธอเป็นผู้ฉลาด เธอจะรู้ วิธีภาวนาที่จะดับความโกรธของตน

         เพื่อนสหธรรมิก จักกล่าวถึงภิกษุรูปหนึ่ง ซึ่งนุ่งห่มจีวรปะเย็บจากผ้าขี้ริ้ว ปฏิบัติตน แบบโยคี วันหนึ่งท่านได้เดินผ่านกองขยะโสโครก เต็มไปด้วยสิ่งปฏิกูล สิ่งขับถ่ายเน่าเหม็น ในกองขยะอันโสโครกนั้น ท่านมองเห็นผ้าชิ้นหนึ่งซึ่งยังคงสภาพดี ท่านยื่นมือไปหยิบผ้าชิ้นนั้น และคลี่กางออกดู เห็นว่าไร้รอยฉีกขาดเปรอะเปื้อน จึงนำกลับไปซักล้างและเย็บเป็นจีวร

         เพื่อนสหธรรมิก ถ้าเธอเป็นผู้ฉลาด จะเข้าใจว่า ถ้าใครสักคนหนึ่งมีกิริยาท่าทางที่ไม่ดี ไร้ความเมตตา แต่ถ้อยคำของเขานั้นมีความเมตตา เธอก็จะไม่ใส่ใจในกิริยาท่าทางที่ไร้ความ นุ่มนวลเมตตานั้น และสนใจเพียงถ้อยคำที่มีความเมตตา เมื่อเธอปฏิบัติเช่นนี้ ก็จะดับ ความโกรธของเธอได้

เพื่อนสหธรรมิก วิธีปฏิบัติข้อที่สอง ถ้าเธอโกรธใครสักคนหนึ่ง ซึ่งถ้อยคำของเขานั้นไร้ความเมตตา แต่กิริยาท่าทางของเขานุ่มนวล มีความเมตตา ถ้าเธอเป็นผู้ฉลาด เธอจะรู้วิธีภาวนาปฏิบัติที่จะดับความโกรธของตน

         เพื่อนสหธรรมิก จักกล่าวถึงทะเลสาบแห่งหนึ่งซึ่งไม่ไกลจากหมู่บ้าน ทะเลสาบแห่งนั้นลึก ผิวน้ำปกคลุมด้วยพงหญ้าและสาหร่าย มีชายผู้หนึ่งซึ่งกระหายน้ำและทุกข์ทรมานจากความร้อน เขาถอดเสื้อผ้าออกกระโจนลงไปในทะเลสาบแห่งนั้น และใช้มือแหวกว่ายสาหร่าย และหญ้า ดื่มด่ำเพียงสายน้ำฉ่ำเย็น ดับกระหายทางกายและใจ

         ในทำนองเดียวกัน ถ้ามีใครสักคนหนึ่ง ถ้อยคำของเขานั้นปราศจากความเมตตา แต่กิริยาท่าทางเปี่ยมด้วยความเมตตา เธอไม่ควรจะ ใส่ใจกับถ้อยคำนั้น แต่ควรจะใส่ใจในกิริยาท่าทางเท่านั้น เพื่อดับซึ่งความโกรธ บุคคลผู้ฉลาดควรฝึกปฏิบัติในวิธีการเช่นนี้

         เพื่อนสหธรรมิก ต่อไปนี้คือวิธีปฏิบัติข้อที่สาม ถ้ามีใครบางคนทั้งกิริยาท่าทางและถ้อยคำวาจานั้น ไร้ซึ่งความเมตตา แต่ภายใน หัวใจเขานั้นยังมีความเมตตาอยู่เล็กน้อย ถ้าเธอรู้สึกโกรธบุคคลนั้น แต่เธอเป็นผู้ฉลาด เธอก็จะรู้วิธีภาวนาที่จะดับความโกรธของเธอ

         เพื่อนสหธรรมิก จักกล่าวถึงหญิงสาวคนหนึ่ง ซึ่งดูยากจน ทุกข์ยาก เหน็ดเหนื่อย กระหายน้ำและเต็มไปด้วยความเศร้าโศก เมื่อ หญิงสาวผู้นั้นเดินมาถึงทางแยกแห่งหนึ่ง มองเห็นแอ่งน้ำฝนเล็กๆ ซึ่งขังอยู่ในรอยเท้าควาย หญิงสาวผู้นั้นคิดว่า "น้ำเพียงน้อยนิดใน รอยเท้าควายนี้ ถ้าฉันใช้มือหรือใบไม้ช้อนน้ำขึ้นมาดื่มดับกระหาย ก็คงจะไปกวนโคลนตมทำให้น้ำขุ่นไม่สามารถดื่มได้ อย่ากระนั้นเลย ฉันจะหมอบคุกเข่าก้มลงดื่มน้ำนี้โดยตรงด้วยริมฝีปาก" และแล้วหญิงสาวผู้นั้นก็ทำดั่งเช่นที่คิด

         เพื่อนสหธรรมิก ถ้าเธอพบใครบางคนทั้งกิริยาท่าทีและถ้อยคำวาจานั้นไร้ซึ่งความเมตตา แต่ภายในหัวใจเขานั้นยังมีความเมตตา อยู่เล็กน้อย เธอก็ไม่ควรใส่ใจในถ้อยคำ กิริยาท่าทางของบุคคลนั้น แต่เธอจงใส่ใจในความเมตตาอันน้อยนิดที่เหลืออยู่ในหัวใจเขา เธอก็จะดับความโกรธของเธอได้ บุคคลผู้ฉลาดควรปฏิบัติในหนทางนั้น

         เพื่อนสหธรรมิก ต่อไปนี้คือ วิธีปฏิบัติข้อที่สี่ ถ้ามีใครบางคน ทั้งถ้อยคำและกิริยาท่าทางของเขานั้น ไร้ซึ่งความเมตตานุ่มนวลใจดี และภายในหัวใจของเขานั้นก็ไม่มีที่ว่างให้กับความเมตตาแม้แต่น้อยนิด ถ้าเธอรู้สึกโกรธบุคคลเช่นนั้น และเธอเป็นผู้ฉลาด เธอก็จะรู้วิธี ภาวนาดับสิ้นซึ่งความโกรธของตน

         เพื่อนสหธรรมิก สมมุติว่ามีใครสักคนหนึ่งล้มป่วยลงในระหว่างการเดินทางที่ยาวไกล เขาเดินทางโดดเดี่ยวอ่อนล้า และไกลห่างจาก หมู่บ้าน เขาเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง รู้ดีว่าความตายจะมาเยือนก่อนจะสิ้นสุดการเดินทาง ถ้าในสถานการณ์ของชายผู้นี้มีคนผ่านมาพบ และช่วยฉุดมือประคองพาเขาไปยังหมู่บ้านถัดไป ช่วยดูแลและรักษาความเจ็บป่วย ปรนนิบัติให้ทุกสิ่งที่เพียงพอแก่ความต้องการของเขา ทั้งอาหาร ยาและเครื่องนุ่งห่ม เนื่องด้วยความรักความเมตตากรุณาของผู้ให้ความช่วยเหลือ จึงทำให้ชายผู้นั้นมีชีวิตรอด

         เช่นเดียวกัน เพื่อนสหธรรมิก ถ้าเธอพบใครสักคนที่ทั้งกิริยาท่าทางและถ้อยคำไร้ซึ่งความเมตตา รวมถึงภายในใจของเขานั้นไม่มี ความเมตตากรุณาให้เรียกหาได้ เธอควรจะคิดในวิถีนี้ "บุคคลใดก็ตาม ทั้งกาย วาจา ใจไร้ซึ่งความใจดีมีเมตตา บุคคลนั้นเป็นผู้ที่กำลัง ตกอยู่ในห้วงทุกข์อันยิ่งใหญ่มหาศาล แต่บุคคลนั้นยังสามารถเปลี่ยนแปรความทุกข์ดำเนินสู่ความสุขได้ ถ้าเขาได้พบกัลยาณมิตรที่ดี ทางจิตวิญญาณ" คิดได้ดังนี้ เธอก็จะเปิดใจของเธอด้วยความเมตตากรุณาต่อบุคคลนั้น เธอจะดับความโกรธและช่วยเหลือเขาได้ บุคคล ผู้ฉลาดควรปฏิบัติในวิถีทางเช่นนี้

         เพื่อนสหธรรมิก ต่อไปนี้คือ วิธีปฏิบัติข้อที่ห้า ถ้ามีใครบางคน ทั้งถ้อยคำและกิริยาท่าทางของเขานั้น ไร้ซึ่งความเมตตานุ่มนวลใจดี และภายในหัวใจของเขานั้นก็ไม่มีที่ว่างให้กับความเมตตาแม้แต่น้อยนิด ถ้าเธอรู้สึกโกรธบุคคลเช่นนั้น และเธอเป็นผู้ฉลาด เธอก็จะรู้วิธี ภาวนาดับสิ้นซึ่งความโกรธของตน

         เพื่อนสหธรรมิก สมมุติว่า ไม่ไกลจากหมู่บ้านนี้มีทะเลสาบที่สวยงามแห่งหนึ่ง น้ำในทะเลสาบนั้นใสกระจ่างและหวานชื่น ก้นบึ้งของ ทะเลสาบก็ราบเรียบเช่นเดียวกัน ริมขอบทะเลสาบนั้นเล่าก็เต็มไปด้วยหญ้าเขียวขจี รายรอบด้วยแมกไม้อันสวยงาม ให้ร่มเงาและความ สดชื่น และมีใครสักคนผู้ซึ่งกระหายหิว ทุกข์ทนด้วยความร้อน ร่างกายชุ่มโชกเหงื่อไคลได้มายังทะเลสาบแห่งนี้ เขาถอดเสื้อบนริมฝั่ง กระโดดลงน้ำ ค้นพบความสบายกายและเบิกบานใจ จากการดื่ม การอาบในแหล่งน้ำอันบริสุทธิ์นี้ ความร้อนความกระหาย และความทุกข์ ของเขาได้มลายหายไปอย่างสิ้นเชิง

         เพื่อนสหธรรมิก ในวิถีทางเดียวกัน ถ้าเธอพบใครสักคนที่มีกิริยาท่าทางนุ่มนวลมีเมตตา ถ้อยคำของเขานั้นมีเมตตา และภายในใจ ก็เปี่ยมล้นด้วยความเมตตา ขอให้เธอใส่ใจกับความเมตตา ทั้งกาย วาจา ใจของบุคคลนั้นที่มีอยู่ และอย่าปล่อยให้ความโกรธและความ อิจฉาก่อกำเริบขึ้นในใจของเธอ ถ้าเธอไม่รู้วิธีที่จะอยู่ร่วมอย่างมีความสุขกับบุคคลที่ประเสริฐเช่นนี้ เธอก็ไม่สามารถเรียกตัวเองได้ว่าเป็น ผู้ที่ฉลาด มีปัญญา

         เพื่อนสหธรรมิก ฉันได้แบ่งปันห้าวิถีทางแห่งความดับสิ้นซึ่งความโกรธแล้ว

         เมื่อภิกษุทั้งหลายได้ฟังคำของอัครสาวกสารีบุตร ก็มีความสุขอย่างยิ่งที่ได้รับคำสอนเหล่านี้ และนำไปปฏิบัติ ๐

--------------------------------------------------------------------
จาก อาฆาตวินยสูตร พระไตรปิฎกบาลี
        อังคุตรนิกาย ปัญจกนิบาต
คัดลอกจาก : http://www.thaiplumvillage.org/

บทพระสูตร : พระสูตรในการรู้วิธีที่ดีที่จะมีชีวิตอยู่อย่างสันโดษ


บทพระสูตร : พระสูตรในการรู้วิธีที่ดีที่จะมีชีวิตอยู่อย่างสันโดษ

         ครั้งหนึ่งข้าพเจ้าได้ยินคำสั่งสอนของพระพุทธองค์ ในขณะที่ประทับอยู่เมืองสาวัตถี ณ วัดอนาถบิณฑิกะ ป่าเชตวัน พระองค์ทรงเรียกบรรดาพระภิกษุทั้งหลาย และได้ทรงสั่งสอนพระภิกษุ ทั้งหลายนั้น

         "พระภิกษุทั้งหลาย"

         และพระภิกษุทั้งหลายนั้นได้ขานรับ "พวกเราได้อยู่ ณ ที่นี้แล้ว พระพุทธเจ้าข้า"

         พระพุทธองค์ได้ตรัสขึ้นว่า "เราจะสอนท่านทั้งหลายให้รู้ความหมายของวิธีการที่ดี ที่จะมีชีวิต อยู่อย่างสันโดษได้ เราจะเริ่มด้วยเค้าโครงของคำสอน และเราจะอรรถาธิบาย ความหมายโดย ละเอียด ขอภิกษุทั้งหลายโปรดฟังอย่างตั้งใจด้วยเทอญ"

         เหล่าพระภิกษุได้ตอบพระพุทธองค์ "พวกเรากำลังฟังอย่างตั้งใจ พระพุทธเจ้าข้า"

         พระพุทธองค์ได้โปรดตรัสสั่งสอนว่า

         "อย่าได้ถูกลากจูงไปในอดีต
          อย่าได้สูญเสียตัวเองไปในอนาคต
          อดีตไม่ได้อยู่ ณ ที่นี้
          อนาคตก็ยังมาไม่ถึง
          มองให้ลึกซึ้ง ชีวิตจะมีได้ ณ ที่นี่และปัจจุบันนี้เท่านั้น
          ผู้ฝึกปฏิบัติดำรงอยู่ในความมั่นคงและเป็นอิสระ
          เราต้องมีความเพียรในวันนี้
          รอให้ถึงพรุ่งนี้ก็สายเสียแล้ว
          ความตายนั้นมาอย่างคาดไม่ถึง
          เราจะต่อรองกับความตายนั้นได้อย่างไร
          เราขอเรียกขานผู้ที่ดำรงอยู่อย่างมีสติทั้งคืนและวันว่า
          เป็นผู้ที่รู้วิธีที่ดีที่จะมีชีวิตอยู่อย่างสันโดษ"


         ภิกษุทั้งหลาย ความหมายของการถูกลากจูงไปในอดีต คืออะไร ?

         เมื่อใครบางคนพิจารณาถึงร่างกายของเขาที่เป็นในอดีต ความรู้สึกที่เกิดขึ้นแล้วในอดีต ความคิดเห็นที่เกิดขึ้นแล้วในอดีต จิตปรุงแต่งที่เป็นในอดีต และจิตสำนึก จิตใต้สำนึกที่เป็นในอดีต เมื่อเขาพิจารณาสิ่งเหล่านี้ จิตใจของเขาไปติดยึดกับสิ่งที่กลายเป็น อดีตไปแล้วเหล่านั้น คนผู้นั้นถูกลากจูงเข้าไปในอดีต

         ภิกษุทั้งหลาย ความหมายของการไม่ถูกลากจูงไปในอดีต คืออะไร ?

         เมื่อใครบางคนพิจารณาถึงร่างกายของเขาที่เป็นในอดีต ความรู้สึกที่เกิดขึ้นแล้วในอดีต ความคิดเห็นที่เกิดขึ้นแล้วในอดีต จิตปรุงแต่งที่เป็นในอดีต และจิตสำนึก จิตใต้สำนึกที่เป็นในอดีต เมื่อเขาพิจารณาสิ่งเหล่านี้ จิตใจของเขาไม่ตกเป็นทาสหรือยึดติดกับ สิ่งที่กลายเป็นอดีตไปแล้วเหล่านั้น คนผู้นั้นไม่ถูกลากจูงเข้าไปในอดีต

         ภิกษุทั้งหลาย ความหมายของการสูญเสียตัวเองไปในอนาคต คืออะไร ?

         เมื่อใครบางคนพิจารณาถึงร่างกายของเขาที่จะเป็นในอนาคต ความรู้สึกที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ความคิดเห็นที่จะเกิดขึ้นในอนาคต จิตที่จะปรุงแต่งในอนาคต และจิตสำนึก จิตใต้สำนึกที่จะเป็นในอนาคต เมื่อเขาพิจารณาสิ่งเหล่านี้ จิตของเขาเป็นภาระและเพ้อฝัน ถึงอนาคตที่ยังมาไม่ถึงเหล่านั้น คนผู้นั้นก็จะสูญเสียตัวเองไปกับอนาคต

         ภิกษุทั้งหลาย ความหมายของคำว่าไม่สูญเสียตัวเองไปในอนาคต คืออะไร ?

         เมื่อใครบางคนพิจารณาถึงร่างกายของเขาที่จะเป็นในอนาคต ความรู้สึกที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ความคิดเห็นที่จะเกิดขึ้นในอนาคต จิตที่จะปรุงแต่งในอนาคต และจิตสำนึก จิตใต้สำนึกที่จะเป็นในอนาคต เมื่อเขาพิจารณาสิ่งเหล่านี้ จิตของเขาก็จะไม่เป็นภาระและ เพ้อฝันถึงอนาคตที่ยังมาไม่ถึงเหล่านั้น คนผู้นั้นก็จะไม่สูญเสียตัวเองไปกับอนาคต

         ภิกษุทั้งหลาย ความหมายของการถูกพัดพาออกจากปัจจุบัน คืออะไร ?

         เมื่อใครบางคน ไม่ได้ศึกษาเรียนรู้อะไรก็ตามที่เกี่ยวกับการตื่นรู้ คำสอนเกี่ยวกับความรักความเข้าใจ สังฆะที่มีการอยู่ร่วมกัน ด้วยความตระหนักรู้และสมานฉันท์ เมื่อบุคคลนั้น ไม่ทราบอะไรเกี่ยวกับพระอริยะ พระอาจารย์ คำสอนของท่าน และไม่ฝึกฝนปฏิบัติตาม คำสอนเหล่านี้ คิดว่าร่างกายนี้เป็นของฉัน ฉันก็คือร่างกายนี้ ความรู้สึกนี้เป็นของฉัน ฉันก็คือความรู้สึกนี้ ความคิดเห็นนี้เป็นของฉัน ฉันก็คือความคิดเห็นนี้ จิตปรุงแต่งนี้เป็นของฉัน ฉันเป็นจิตปรุงแต่งนี้ จิตสำนึก จิตใต้สำนึกนี้เป็นของฉัน ฉันเป็นจิตสำนึก จิตใต้สำนึกนี้ บุคคลผู้นั้นถูกพัดพาไปจากปัจจุบัน

         ภิกษุทั้งหลาย ความหมายของการไม่ถูกพัดพาออกจากปัจจุบัน คืออะไร ?

         เมื่อใครบางคน ได้ศึกษาเรียนรู้อะไรก็ตามที่เกี่ยวกับการตื่นรู้ คำสอนเกี่ยวกับความรักความเข้าใจ สังฆะที่มีการอยู่ร่วมกัน ด้วยความตระหนักรู้และสมานฉันท์ เมื่อบุคคลนั้น ทราบอะไรเกี่ยวกับพระอริยะ พระอาจารย์ และคำสอนของท่าน และฝึกฝนปฏิบัติตาม คำสอนเหล่านี้ ไม่คิดว่าร่างกายนี้เป็นของฉัน ฉันก็คือร่างกายนี้ ความรู้สึกนี้เป็นของฉัน ฉันก็คือความรู้สึกนี้ ความคิดเห็นนี้เป็นของฉัน ฉันก็คือความคิดเห็นนี้ จิตปรุงแต่งนี้เป็นของฉัน ฉันเป็นจิตปรุงแต่งนี้ จิตสำนึก จิตใต้สำนึกนี้เป็นของฉัน ฉันเป็นจิตสำนึก จิตใต้สำนึกนี้ บุคคลผู้นั้นไม่ถูกพัดพาไปจากปัจจุบัน

         ภิกษุทั้งหลาย เราได้แสดงเค้าโครงและความหมายไปอย่างละเอียดชัดเจน ของวิธีที่ดีที่จะอาศัยชีวิตอยู่อย่างสันโดษ

         เมื่อพระพุทธองค์ได้สั่งสอน เหล่าพระภิกษุต่างมีความปิติยินดี และนำคำสอนของพระพุทธองค์ไปฝึกปฏิบัติ ๐

-----------------------------------------------------------------------
จาก ภัทเทกรัตตสูตร พระไตรปิฎกบาลี
        มัชฌิมนิกาย (131) อุปริปัณณาสก์
คัดลอกจาก : http://www.thaiplumvillage.org/

บทความที่ได้รับความนิยม