แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พระไพศาล วิสาโล แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พระไพศาล วิสาโล แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

เส้นผมบังความสุข โดย Phra Phaisan Visalo




เราทุกคนล้วนปรารถนาความสุข ทำทุกอย่างเพื่อความสุข แต่น้อยคนที่ถามตนเองว่ารู้จักความสุขดีแล้วหรือ ส่วนใหญ่เข้าใจว่าความสุขจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อได้มี ได้เสพ ได้ครอบครองสิ่งที่พึงปรารถนา เช่น เงินทอง ยศฐาบรรดาศักดิ์ และอำนาจ แต่แท้จริงแล้วนั่นเป็นแค่ความสุขประเภทหนึ่งเท่านั้น ยังมีความสุขอีกหลายประเภท ซึ่งประณีตและประเสริฐกว่า และก่อให้เกิดความพึงพอใจอย่างแท้จริง ในขณะที่ความสุขประเภทแรกนั้น ให้ความพึงพอใจเพียงชั่วคราว ต้องดิ้นรนแสวงหาไม่จบสิ้น เจือไปด้วยทุกข์ และก่อให้เกิดโทษมากมาย โดยเฉพาะเมื่อยึดติดถือมั่นอย่างเหนียวแน่น

เมื่อใดที่เรารู้ว่ามีความสุขอื่นที่ประณีตและประเสริฐกว่าความสุขจากสิ่งเสพ นั่นคือจุดเริ่มต้นของการเป็นอิสระจากวัตถุสิ่งเสพ และนำไปสู่การพ้นทุกข์ในที่สุด ในระหว่างที่ยังไม่ถึงความพ้นทุกข์ ก็จะพบกับความสงบเย็นที่เพิ่มพูนขึ้นเป็นลำดับ ขณะเดียวกันก็สามารถบำเพ็ญประโยช์แก่ผู้อื่นได้อย่างกว้างขวาง โดยมีความสุขเป็นรางวัล

ความสุขประณีตนั้นหาได้อยู่ไกลตัวไม่ แท้จริงอยู่กลางใจนี้เอง เพียงแค่วางใจให้ถูก ก็จะพบความสุขสงบเย็นที่กลางใจ และหากมองเป็น ก็เห็นได้ทันทีว่าความสุขอยู่กับเราแล้วทุกขณะ ไม่จำเป็นต้องดิ้นรนแสวงหาที่ไหนเลย เพราะเพียงแค่ไม่ทุกข์ ก็สุขแล้วมิใช่หรือ เป็นเพราะใจเผลอจมอยู่ในอดีต กังวลกับอนาคต จึงมองไม่เห็นความสุขในปัจจุบัน เป็นเพราะใจหลงวนอยู่ในความคิด จึงไม่สามารถเปิดรับความสุขที่อยู่เบื้องหน้า ทั้ง ๆ ที่ความสุขปรากฏต่อหน้าต่อตาเราแล้ว แต่กลับมองไม่เห็น จึงไม่ต่างจากคนที่ถูกเส้นผมบดบังจนมองไม่เห็นภูเขา

หนังสือเล่มนี้มีที่มาจากคำบรรยายของข้าพเจ้าในหลายวาระหลายโอกาส กองบรรณาธิการสำนักพิมพ์บิสซี่เดย์เห็นว่ามีประโยชน์ จึงตัดทอนคำบรรยายบางส่วนมาจัดเรียงใหม่ โดยผนวกกับคำสัมภาษณ์ที่เกิดขึ้นในภายหลัง ส่วนขั้นตอนสุดท้ายเป็นการขัดเกลาและปรับปรุงของข้าพเจ้า หวังว่าหนังสือเล่มนี้จะช่วยในการปัดเป่า “เส้นผม” จนผู้อ่านสามารถเห็นความสุขที่อยู่รอบตัวได้อย่างชัดเจน

พระไพศาล วิสาโล
๑๐ มีนาคม ๒๕๕๕

ที่มา : www.visalo.org

เส้นผมบังความสุข  โดย พระไพศาล วิสาโล (Phra Phaisan Visalo)

วันพุธที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

สงบเย็นและเป็นประโยชน์ (sagnopYen) โดย Phra Phaisan Visalo




ผู้คนส่วนใหญ่มักอยากให้ชีวิตยืนยาว แต่ชีวิตมิใช่เส้นตรง หากยังมีมิติอื่น ๆด้วย หากเปรียบชีวิตดังกระแสน้ำ ชีวิตก็ต้องมีอย่างน้อยสามมิติ คือ ยาว กว้าง และลึก ดังนั้นการมีอายุยืนยาวจึงไม่ช่วยให้ชีวิตสมบูรณ์ แต่จะต้องมีความกว้างด้วย นั่นคือ มีจิตใจกว้างขวาง เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ มีน้ำใจต่อเพื่อนมนุษย์รู้สึกเชื่อมโยงกับสรรพชีวิต และรับผิดชอบส่วนรวม ชีวิตที่ยืนยาวแต่ใจแคบจิตเล็ก คิดถึงแต่ตัวเอง ไม่อาทรเพื่อนมนุษย์ หรือไม่สนใจส่วนรวมเลย ย่อมเป็นชีวิตที่สมบูรณ์ไม่ได้

แต่นอกเหนือจากความกว้างแล้ว ชีวิตที่ดีต้องมีความลึกด้วย นั่นคือมีความลุ่มลึกในจิตใจ สามารถหยั่งถึงความสุขภายใน รวมทั้งประจักษ์แจ้งถึงความจริงที่ลึกซึ้งที่สุดของมนุษย์ นั่นคือ ความไม่มีตัวตน (อนัตตา) ความจริงดังกล่าวซุกซ่อนอยู่ในส่วนลึกที่สุดของมนุษย์ ที่ยากจะหยั่งถึงได้หากขาดการใคร่ครวญด้วยปัญญาอย่างลึกซึ้ง โดยปราศจากอคติและด้วยใจที่เป็นกลางอย่างแท้จริง ตราบใดที่มองไม่เห็นความจริงดังกล่าว เราก็จะถูกครอบงำด้วยความหลงและเกิดความสำคัญมั่นหมายในตัวตน หวงแหนในตัวตนและเห็นแก่ตัวเป็นอย่างยิ่ง ผลก็คือจิตใจคับแคบ ชีวิตตื้นเขิน แม้จะมีชีวิตยืนยาวแต่ก็หาประโยชน์มิได้ กลับสร้างปัญหามากมายให้แก่ทั้งตนเองและผู้อื่น

ชีวิตลุ่มลึกได้ก็เพราะมีปัญญาฉันใด จิตใจกว้างขวางได้ก็เพราะมีเมตตาฉันนั้น ปัญญาและเมตตาเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้บุคคลมีชีวิตที่ดีงาม สมกับที่ท่านอาจารย์พุทธทาสเคยกล่าวว่า “ชีวิตที่ดี คือ ชีวิตที่สงบเย็นและเป็นประโยชน์” สามารถเข้าถึงทั้งประโยชน์ตนและประโยชน์ท่าน จึงเป็นชีวิตที่สมบูรณ์อย่างแท้จริง

กล่าวได้ว่าจุดหมายของชีวิตคือการบ่มเพาะปัญญาและเมตตา เพื่อให้มีชีวิตที่สงบเย็นและเป็นประโยชน์ สำหรับผู้ที่ปรารถนาที่จะเข้าถึงชีวิตที่ดีงามตามนัยดังกล่าว คำบรรยาย ๗ บทในหนังสือเล่มนี้คงจะช่วยให้เห็นแนวทางได้บ้าง ขออนุโมทนาคุณฐิตกานต์ ธนาโอฬาร แห่งสำนักพิมพ์เนชั่นบุ๊คส์ ที่คัดเลือกคำบรรยายดังกล่าวมาพิมพ์เป็นเล่ม หวังว่าผู้อ่านจะได้รับประโยชน์จากหนังสือเล่มนี้ตามสมควร

พระไพศาล วิสาโล
๑๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๓

ที่มา : www.visalo.org

วันอาทิตย์ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

อิสรภาพที่กลางใจ โดย Phra Phaisan Visalo



ความเห็นแก่ตัวเป็นธรรมชาติ หรือลักษณะนิสัยที่เห็นได้ชัดที่สุดของมนุษย์ทุกคน แต่ความเห็นแก่ตัวไม่ใช่สิ่งเลวร้ายไปเสียหมด อย่างน้อยมันก็จำเป็นต่อความอยู่รอดของทุกชีวิต ทุกชีวิตนั้นไม่ว่าคน สัตว์ พืช มีหน้าที่ประการแรกสุดคืออยู่รอดให้ได้เพื่อแพร่พันธุ์ จะทำเช่นนั้นได้ต้องมีความเห็นแก่ตัวหรือนึกถึงตัวเองก่อน โดยเฉพาะเมื่อทรัพยากรมีจำกัด ถ้าไม่มีความเห็นแก่ตัวก็อาจไม่มีแรงขับให้ไปแข่งขัน หรือแย่งชิงทรัพยากรเหล่านั้นมาจนสำเร็จ

ความเห็นแก่ตัวทำให้เรามีความสุขที่ได้เสพและครอบครอง ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นทรัพย์สมบัติ ชื่อเสียง และอำนาจ ยิ่งได้เสพและครอบครองมากเท่าไร ก็ยิ่งมีความสุขเท่านั้น ทุนนิยมและบริโภคนิยมมีเสน่ห์กับผู้คน ก็เพราะมันตอบสนองความเห็นแก่ตัว และปรนเปรอความสุขประเภทนี้ได้อย่างเต็มที่

อย่างไรก็ตามความเห็นแก่ตัวเป็นตัวการสำคัญทำให้ผู้คนเป็นทุกข์ เมื่อต้องสูญเสียทรัพย์หรือพลัดพรากจากชื่อเสียง อำนาจ อีกทั้งยังเป็นแรงกระตุ้นให้เกิดความโลภอย่างไม่สิ้นสุด และเป็นแรงขับให้เกิดความโกรธเกลียดเมื่อไม่สมหวัง ทั้งความโลภและความโกรธเกลียดล้วนเป็นไฟเผาลนจิตใจ ดังนั้นยิ่งเห็นแก่ตัวมากเท่าไร ก็ยิ่งทุกข์มากเท่านั้น

แต่คนเราไม่ได้มีแต่ความเห็นแก่ตัวเท่านั้น ลึกลงไปในจิตใจเรายังมีความเห็นอกเห็นใจ และปรารถนาดีต่อผู้อื่น ความเสียสละ และความเชื่อมั่นในสิ่งดีงาม อาทิ ความซื่อสัตย์สุจริต ทั้งหมดนี้เรียกรวมๆ กันว่า คุณธรรม ธรรมชาติส่วนนี้เองที่ทำให้เรามีความสุขที่ได้ช่วยเหลือผู้อื่น หรือสร้างสรรค์สิ่งดีงามให้แก่ส่วนรวม แม้ตนเองจะลำบากหรือสูญเสียทรัพย์ การที่เราภูมิใจเมื่อได้ทำความดี แม้ไม่ได้รางวัลหรือคำสรรเสริญ ก็เพราะเรามีความใฝ่ดีอยู่ในจิตใจด้วยกันทั้งนั้น ธรรมชาติส่วนนี้ทำให้เราสามารถมีความสุขได้ โดยไม่ต้องพึ่งพิงทรัพย์ ยศ อำนาจ เป็นความสุขทางใจที่ประณีตและลึกซึ้งกว่าความสุขอย่างแรก ศาสนามีความสำคัญกับมนุษย์ก็เพราะตระหนักถึงธรรมชาติส่วนนี้ของมนุษย์ อีกทั้งยังสามารถนำพามนุษย์เข้าถึงความสุขทางใจได้ด้วย

ธรรมชาติที่เป็นความเห็นแก่ตัวนั้น เปรียบเสมือนเปลือกหรือผิวชั้นแรกของจิตใจ ถัดจากนั้นลงมาคือธรรมชาติส่วนที่เป็นคุณธรรมหรือความใฝ่ดี จิตใจของคนที่มีความเห็นแก่ตัวมาก (ไม่ว่าจากการกล่อมเกลาเลี้ยงดู หรือจากการดำเนินชีวิตที่ผิดทาง) ย่อมมีเปลือกหรือผิวชั้นแรกที่หนา จนยากที่คุณธรรมหรือความใฝ่ดีจะฝ่าออกมาได้ ส่วนคนที่มีความเห็นแก่ตัวน้อย เปลือกหรือผิวชั้นแรกจะบาง เปิดโอกาสให้คุณธรรมหรือความใฝ่ดีแสดงตัวออกมาได้ง่าย

คุณธรรมหรือความใฝ่ดีนั้น แสดงตัวออกมาได้ด้วยหลายสาเหตุ ประการแรกคือ เมื่อเห็นหรือรับรู้ความทุกข์ของผู้อื่น เมตตาหรือความปรารถนาดีนั้นย่อมทนเฉยได้ยาก เมื่อเห็นผู้อื่นกำลังประสบความทุกข์ คนธรรมดาย่อมรู้สึกกระอักกระอ่วนใจหากเมินเฉยคนที่ล้มป่วยต่อหน้า เขาย่อมลงมือช่วยเหลือผู้ป่วยคนนั้นแม้ว่าจะต้องเสียงานเสียการก็ตาม แต่ถ้าความเห็นแก่ตัวมีมาก เมตตาย่อมไม่มีพลังพอที่จะฝ่าเปลือกชั้นแรกซึ่งหนากระด้างออกมาได้ เว้นเสียแต่ว่าความทุกข์ยากนั้นเกิดขึ้นอย่างท่วมท้น ดังกรณีสึนามิ ในยามนั้นเปลือกหนาของผู้คนจำนวนมากถูกกะเทาะออก เปิดช่องให้ความดีได้พรั่งพรูออกมา จนเกิดคลื่นน้ำใจหลั่งไหลสู่ผู้ประสบทุกข์อย่างไม่เคยมีมาก่อน เมตตาและความเสียสละของคนนับพันๆ มีพลังถึงขั้นเอาชนะความกลัวและความรักสบาย สามารถไปกินนอนอยู่ข้างศพที่เน่าเหม็น ด้วยวัตถุประสงค์เพียงประการเดียวเท่านั้น คือ "พาเขากลับบ้าน"

คุณธรรมหรือความดียังมีพลังจนสามารถฝ่าเปลือกนอกออกมาได้ เมื่อผู้อื่นทำความดีกับตน อันธพาลที่ชอบแกล้งเพื่อนรุ่นน้อง แต่เลิกนิสัยดังกล่าว หลังจากที่รุ่นน้องช่วยเหลือเขาในยามลำบาก โดยมิได้แสดงความโกรธเกลียดเลย โจรซึ่งกำลังจี้เอาทรัพย์จากเหยื่อ เปลี่ยนท่าทีเมื่อเหยื่อช่วยเขาแก้ตัวกับตำรวจที่เผอิญเดินผ่านมาเห็นเหตุการณ์ ความดีของคนๆ หนึ่งสามารถปลุกเร้าความดีของอีกคนหนึ่งให้ตื่นขึ้นมา และมีพลังจนสามารถเอาชนะความเห็นแก่ตัวหรือความชั่วได้ ไม่ว่าจะเลวแค่ไหน ความใฝ่ดีก็ยังมีอยู่ในใจเขา แต่อาจหลับใหลหรือสงบงัน แม้กระนั้นก็สามารถฟื้นขึ้นมาและแสดงตัวออกมาให้ปรากฏได้ หากถูกกระตุ้นเร้าด้วยความดีที่ทรงพลังของอีกคนหนึ่ง

อันที่จริง ไม่ต้องถึงกับมีผู้อื่นมาทำความดีด้วย เพียงแค่มีคนเห็นหรือยอมรับความดีของตน หรือแม้กระทั่งเชื่อมั่นว่าตนมีความดี ก็สามารถสร้างแรงบันดาลใจให้ความใฝ่ดีมีพลังจนกลายเป็นคนใหม่ได้ นักเรียนที่เกเร เหลือขอ จนครูแทบจะหมดหวัง สามารถเปลี่ยนเป็นเด็กว่าง่ายและตั้งใจเรียน เมื่อครูยกย่องความดีบางอย่างของเขาซึ่งคนอื่นมองไม่เห็น การชื่นชมความดีของใครสักคน แม้ตอนนั้นเขาอาจไม่ได้ทำตัวให้ดีสมกับคำชื่นชม แต่ก็สามารถปลุกเร้าความใฝ่ดีในใจเขาให้มีพลังจนเปลี่ยนนิสัยได้ ครูที่ติดการพนันจนถึงกับตั้งบ่อนหน้าโรงเรียน เลิกนิสัยดังกล่าวและกลายเป็นครูที่น่าศรัทธา เพราะได้ยินนายอำเภอกล่าวสรรเสริญครูว่า เป็นปูชนียบุคคลที่ตนสามารถไหว้ได้อย่างสนิทใจ แม้ตอนนั้นจะรู้สึกอับอาย แต่ก็ทำให้ความอยากเป็นครูดีเกิดมีพลังฮึดสู้ขึ้นมา จนเอาชนะนิสัยติดการพนันได้

ในยามที่จิตมีความสงบ มีปิติ หรือเป็นสมาธิ กุศลภาวะดังกล่าวสามารถปลุกคุณธรรมหรือความใฝ่ดีให้มีพลังขึ้นมาได้เช่นกัน เมื่อบุคคลได้อยู่ท่ามกลางธรรมชาติที่สงบสงัด หากจิตน้อมสู่ความสงบ ความเห็นแก่ตัวจะลดลง ความเมตตาปรารถนาดีจะบังเกิดขึ้น ในทำนองเดียวกันเมื่ออยู่ต่อหน้าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เช่น พระพุทธรูป หรือเห็นผู้อื่นทำความดีต่อกัน ปีติที่เกิดขึ้นย่อมหนุนเสริมให้ความใฝ่ดีมีพลังจนสามารถชำแรกเปลือกชั้นแรกออกมาได้

อย่างไรก็ตาม จิตของเราไม่ได้มีธรรมชาติเพียงสองชั้นหรือสองระดับเท่านั้น ลึกลงไปยังมีธรรมชาติชั้นที่สาม ซึ่งถือได้ว่าอยู่กลางใจ ได้แก่ สภาวะที่เป็นอิสระ ปลอดโปร่ง ผ่องใส ปลอดพ้นจากความเห็นแก่ตัว หรือความยึดถือในตัวตน เป็นสภาวะที่เส้นแบ่งระหว่าง "ฉัน" กับ "ผู้อื่น" หมดไป เกิดความรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกับสรรพสิ่ง จิตอยู่เหนือการแบ่งเป็นขั้ว หรือมองโลกเป็นคู่ตรงข้าม ไม่ว่าดี - ชั่ว สุข - ทุกข์ ได้ - เสีย เกิด - ตาย ดังนั้นจึงไม่หวั่นไหวกับความผันผวนปรวนแปร หรือความพลัดพรากสูญเสีย เป็นสภาวะที่อยู่เหนือโลกธรรม ไม่ว่าการได้หรือเสื่อมจากลาภ ยศ สุข สรรเสริญ สภาวะดังกล่าวมีชื่อเรียกอย่างหนึ่งว่า "โลกุตตระ" ท่านอาจารย์พุทธทาสบางทีก็เรียกว่า "จิตว่าง"

สภาวะดังกล่าวเป็นธรรมชาติส่วนที่ลึกซึ้งที่สุด ซึ่งมนุษย์ทุกคนสามารถประจักษ์ได้ ดังมีพุทธพจน์ว่า "อริยโลกุตตรธรรมเป็นทรัพย์ประจำตัวของทุกคน" และอีกที่หนึ่งว่า "จิตนั้นประภัสสร แต่เศร้าหมองเพราะอุปกิเลสที่เกิดขึ้นภายหลัง" แม้แต่โจรหรือฆาตกรก็มีธรรมชาติส่วนนี้อยู่ แต่ความเห็นแก่ตัวขัดขวางไว้จึงไม่สามารถแสดงตัวออกมาได้ ขณะที่คนดีจำนวนไม่น้อยก็ติดอยู่ในความดีและยึดมั่นในตัวตนอยู่ จึงไม่สามารถประจักษ์ซึ่งโลกุตตรสภาวะได้ แต่ก็ใช่ว่าจะไม่สามารถสัมผัสได้เลย ยามที่จิตว่างจากกิเลส คลายความยึดถือในตัวตน มีสติรู้ทันในผัสสะและเวทนาจนตัวตนไม่อาจเกิดขึ้นได้ สภาวะดังกล่าวก็สามารถปรากฏให้สัมผัสได้แม้ชั่วขณะ ดังท่านอาจารย์พุทธทาสเรียกว่า "นิพพานน้อยๆ"

คำว่า "จิตวิญญาณ" (spirituality) ซึ่งถูกนิยามกันอย่างหลากหลาย กล่าวอย่างถึงที่สุดก็หนีไม่พ้นธรรมชาติสองชั้นในสุด คือ ธรรมชาติส่วนที่เป็นคุณธรรม กับธรรมชาติส่วนที่อยู่เหนือโลกและตัวตน

พุทธศาสนายอมรับธรรมชาติทั้งสามระดับ หลัก "อัตถะ ๓" มีขึ้นเพื่อสนองความต้องการในสามระดับของมนุษย์ กล่าวคือ

1) ทิฏฐธัมมิกัตถะ หรือประโยชน์ปัจจุบัน เน้นสิ่งซึ่งจับต้องได้ (เช่น ทรัพย์สมบัติ อาชีพการงาน สถานภาพ) เป็นการตอบสนองธรรมชาติที่มุ่งประโยชน์ส่วนตน

2) สัมปรายิกัตถะ หรือประโยชน์ขั้นเลยตาเห็น เน้นความรู้สึกที่เป็นกุศล (เช่น ความภูมิใจ ความอิ่มใจ) เพื่อส่งเสริมธรรมชาติที่ใฝ่ดีมีคุณธรรม และ

3) ปรมัตถะ หรือจุดหมายสูงสุด มุ่งที่การเสริมสร้างธรรมชาติส่วนที่สามให้ประจักษ์แจ้ง

ความทุกข์ของมนุษย์ กล่าวโดยสรุป เกิดขึ้นเพราะการไม่รู้ในธรรมชาติของตนอย่างรอบด้าน ทำให้ติดอยู่ในเปลือกชั้นแรก หรือไม่สามารถข้ามพ้นธรรมชาติชั้นที่สอง เพื่อเข้าถึงสภาวะที่อิสระโปร่งโล่งอย่างแท้จริง หน้าที่ต่อชีวิตแท้จริงแล้วมิได้มีเพียงเพื่อรักษาตนให้อยู่รอดและแพร่พันธุ์เท่านั้น หากยังต้องคำนึงถึงเพื่อนมนุษย์ และนำพาตนให้เข้าถึงอิสรภาพและความสุขสงบอย่างแท้จริง

....................................................................

คัดลอกมาจาก
หนังสือพิมพ์มติชน รายวัน หน้า 6
คอลัมน์ มองอย่างพุทธ
วันที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10263

ที่มา ลานธรรมจักร : บทความธรรมะ

อิสรภาพที่กลางใจ โดย พระไพศาล วิสาโล (Phra Phaisan Visalo) 

วันอาทิตย์ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2555

ทางดับทุกข์ โดย พระไพศาล วิสาโล - Phra Paisal Visalo

ทางดับทุกข์ โดย พระไพศาล วิสาโล - Phra Paisal Visalo


ทางดับทุกข์

ทางดับทุกข์เส้นนี้แปลก 
เพราะเส้นทางส่วนใหญ่หรือว่าทั้งหมดนั้น 
มีไว้สำหรับเดินสำหรับวิ่ง 
ถ้าเดินช้าก็ขับรถไป 
แต่ว่าทางดับทุกข์เส้นนี้ไม่ได้มีไว้ให้วิ่ง
แต่มีไว้ให้หยุด 
ไม่เหมือนกับเส้นทางทั่วไป 
เพราะมีไว้ให้หยุด 
ถ้าหยุดเป็น ถ้ารู้จักหยุด ก็ดับทุกข์ได้ 

พระไพศาล วิสาโล - Phra Paisal Visalo



วันเสาร์ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2555

หัวใจแห่งความสุข Heart of happiness

หัวใจแห่งความสุข โดย พระไพศาล วิสาโล


หัวใจแห่งความสุข Heart of happiness

หัวใจของความสุขอยู่ที่การวางใจให้เป็น จิตที่อาลัยในอดีต กังวลกับอนาคต หรือเพ่งโทษผู้อื่นย่อมหาความสุขได้ยาก ตรงข้ามกับจิตที่ตื่นรู้อยู่ในปัจจุบัน หรือรู้เท่าทันตนเอง ไม่เผลอยึดติดในอารมณ์ต่าง ๆ ย่อมเป็นจิตที่มีความสุข โปร่งเบา อยู่เสมอ

เป็นเพราะผู้คนทุกวันนี้สำคัญผิดคิดว่าความสุขอยู่ที่ความมั่งคั่งร่ำรวยและการมีฐานะตำแหน่งสูง ๆ จึงมีชีวิตอยู่อย่างไร้ความสุข เพราะขณะที่ยังไม่มีสิ่งนั้นก็เป็นทุกข์ ครั้นได้มาแล้วก็ต้องเหนื่อยยากกับการรักษา และหวั่นกลัวการสูญเสีย นานไปก็รู้สึกเบื่อในสิ่งที่มี อยากได้สิ่งใหม่มาแทน แล้วก็เข้าสู่วงจรเดิม คือดิ้นรนแสวงหา ได้มาแล้วก็ไม่พอใจ จึงดิ้นรนแสวงหาใหม่ สรุปก็คือหาความสุขไม่ได้เสียที ต้องวิ่งไล่ล่าไม่หยุดหย่อน ไม่ต่างจากคนที่วิ่งหนีเงาตนเองในยามบ่าย

เมื่อใดก็ตามที่หันมาใส่ใจกับจิตใจของตนเอง ไม่เผลอใจให้อารมณ์ต่าง ๆ ครอบงำจิตใจ ไม่ว่าบวกหรือลบ กุศลหรืออกุศล อยากได้หรืออยากผลักไส ใจจะตั้งมั่นอยู่ในความปกติและสัมผัสกับความสงบเย็น แม้อยู่นิ่ง ๆ แต่เพียงผู้เดียวก็สามารถเป็นสุขได้ โดยไม่รู้สึกกระสับกระส่าย หากมีกิจธุระ ก็สามารถทำงานได้อย่างมีความสุข ผู้ที่สามารถวางใจได้เช่นนี้ จนเกิดปัญญาเข้าใจตนเองตามความเป็นจริง จิตใจย่อมเปี่ยมสุขแม้อยู่ท่ามกลางความทุกข์ก็ตาม

ที่มา : หนังสือ หัวใจแห่งความสุข
โดย พระไพศาล วิสาโล

หัวใจแห่งความสุข

หัวใจแห่งความสุข โดย พระไพศาล วิสาโล


หัวใจแห่งความสุข

หัวใจของความสุขอยู่ที่การวางใจให้เป็น จิตที่อาลัยในอดีต กังวลกับอนาคต หรือเพ่งโทษผู้อื่นย่อมหาความสุขได้ยาก ตรงข้ามกับจิตที่ตื่นรู้อยู่ในปัจจุบัน หรือรู้เท่าทันตนเอง ไม่เผลอยึดติดในอารมณ์ต่าง ๆ ย่อมเป็นจิตที่มีความสุข โปร่งเบา อยู่เสมอ

เป็นเพราะผู้คนทุกวันนี้สำคัญผิดคิดว่าความสุขอยู่ที่ความมั่งคั่งร่ำรวยและการมีฐานะตำแหน่งสูง ๆ จึงมีชีวิตอยู่อย่างไร้ความสุข เพราะขณะที่ยังไม่มีสิ่งนั้นก็เป็นทุกข์ ครั้นได้มาแล้วก็ต้องเหนื่อยยากกับการรักษา และหวั่นกลัวการสูญเสีย นานไปก็รู้สึกเบื่อในสิ่งที่มี อยากได้สิ่งใหม่มาแทน แล้วก็เข้าสู่วงจรเดิม คือดิ้นรนแสวงหา ได้มาแล้วก็ไม่พอใจ จึงดิ้นรนแสวงหาใหม่ สรุปก็คือหาความสุขไม่ได้เสียที ต้องวิ่งไล่ล่าไม่หยุดหย่อน ไม่ต่างจากคนที่วิ่งหนีเงาตนเองในยามบ่าย

เมื่อใดก็ตามที่หันมาใส่ใจกับจิตใจของตนเอง ไม่เผลอใจให้อารมณ์ต่าง ๆ ครอบงำจิตใจ ไม่ว่าบวกหรือลบ กุศลหรืออกุศล อยากได้หรืออยากผลักไส ใจจะตั้งมั่นอยู่ในความปกติและสัมผัสกับความสงบเย็น แม้อยู่นิ่ง ๆ แต่เพียงผู้เดียวก็สามารถเป็นสุขได้ โดยไม่รู้สึกกระสับกระส่าย หากมีกิจธุระ ก็สามารถทำงานได้อย่างมีความสุข ผู้ที่สามารถวางใจได้เช่นนี้ จนเกิดปัญญาเข้าใจตนเองตามความเป็นจริง จิตใจย่อมเปี่ยมสุขแม้อยู่ท่ามกลางความทุกข์ก็ตาม

ที่มา : หนังสือ หัวใจแห่งความสุข
โดย พระไพศาล วิสาโล

วันเสาร์ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2554

ธรรมะจากอุทกภัย

ธรรมะจากอุทกภัย โดย พระไพศาล วิสาโล


โดย พระไพศาล วิสาโล
หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ 27 พฤศจิกายน 2554

สิ่งที่เกิดขึ้นกับบ้านเมืองของเราในวันนี้ ไม่ว่าปรากฏการณ์ที่เป็นรูปธรรมและนามธรรม ถึงที่สุดแล้วมันกำลังบอกเราว่า เป็นเพราะเรากำลังขวางความจริง เริ่มที่เราขวางกระแสน้ำ เราไม่ได้ขวางอย่างเดียว แต่ว่าเราทำลายด้วย เราทำลายป่า เราถมคลอง เราทำตัวเป็นปฏิปักษ์กับสายน้ำ ก็เลยเกิดภัยพิบัติขนาดนี้ แต่ภัยพิบัติขนาดนี้ไม่อาจกัดกร่อนจิตใจเราได้มาก ถ้าหากเรายอมรับความจริง ไม่เอาความต้องการของเรา หรือความยึดมั่นของเราไปขวางกระแสแห่งความจริง เราก็จะผ่านเหตุร้ายอันนี้ไปได้ ถึงแม้เราจะสูญเสียทรัพย์ แต่ใจเราไม่เสีย น้ำท่วมบ้านแต่ไม่ท่วมใจ 

อย่างไรก็ตาม ทำใจอย่างเดียวไม่พอ ทำใจก็คือยอมรับว่าน้ำจะท่วมแล้ว พร้อมที่จะเผชิญกับมัน ทำใจอย่างนี้ได้ก็ดีแล้ว แต่อย่าลืมเตรียมตัวด้วย คือปล่อยวางแล้ว ก็อย่าลืมขนของขึ้นที่สูงด้วย 

พุทธศาสนาไม่ได้บอกให้ทำใจเพียงอย่างเดียว ต้องทำกิจด้วย คือเตรียมป้องกันหรือหาหนทางลดทอนความเสียหาย ถึงเราจะไม่ยึดติดทรัพย์สมบัติ ปล่อยวางได้ แต่อะไรที่สามารถขนย้ายให้ปลอดภัยได้ก็ควรทำ เหมือนกับเวลาเราเจ็บเราป่วย เราทำใจยอมรับได้ว่าความเจ็บป่วยนั้นเป็นเรื่องธรรมดา แต่ก็ไม่ได้แปลว่า ไม่เยียวยารักษา ทำจิตและทำกิจ ต้องไปด้วยกัน เพราะฉะนั้นตอนนี้สำหรับคนที่กำลังหาทางปกป้องทรัพย์สมบัติ ก็อย่าทำกิจอย่างเดียวควรทำใจเผื่อไว้ด้วยว่าอาจจะต้องสูญเสียทรัพย์สมบัติ ส่วนผู้ที่ทำใจได้แล้ว ก็อย่าอยู่นิ่งเฉย ควรขนของขึ้นที่สูงได้แล้วตั้งแต่ตอนนี้ อย่าไปมองว่าเป็นความตื่นตูม เมื่อเราทำเต็มที่แล้วเราจะเสียใจไม่มาก เพราะว่าหนึ่ง ฉันทำเต็มที่แล้ว และสอง ทรัพย์สมบัติที่สูญเสียไปย่อมน้อยกว่าคนที่ประมาทหรือชะล่าใจ

เมื่ออุทกภัยเกิดขึ้น นอกจากการยอมรับความจริงว่ามันเกิดขึ้นแล้ว และรู้จักยกใจให้เหนือน้ำ แม้ว่าข้าวของจะอยู่ใต้น้ำไปแล้วก็ตาม อีกสิ่งหนึ่งที่น่าพิจารณาก็คือ ควรมองเหตุการณ์ครั้งนี้ในแง่บวกบ้าง มองในแง่บวกหมายถึงการรู้จักใช้ประโยชน์จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เช่น มองว่ามันเป็นเครื่องสอนธรรมหรือสอนใจเรา สอนให้เราเห็นความไม่เที่ยง สอนใจให้เราตระหนักว่า ทรัพย์สมบัติทั้งปวงที่มีอยู่นี้ไม่มีสักอย่างที่เป็นของเราเลย ความพลัดพรากจากมันเป็นเรื่องธรรมดา ถ้าไม่ใช่วันนี้ก็ต้องเป็นวันหน้า โดยเฉพาะเมื่อถึงวันที่เราต้องตาย ควรใช้เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นเครื่องเตือนใจให้เราตั้งอยู่ในความไม่ประมาท ให้เราตระหนักถึงเรื่องอนาคตภัยอยู่เสมอ แต่ไม่ใช่กลัว ไม่ใช่กังวลกับมัน แต่ให้เตรียมตัวอยู่เสมอ 

การเตรียมตัวที่พระพุทธเจ้าสรรเสริญคือเตรียมตัวตั้งแต่มันยังไม่เกิด หรือยังอยู่ไกล คนส่วนใหญ่มาเตรียมตัวก็เมื่อมันเกิดขึ้นแล้วหรือเมื่อมันมาประชิดตัวแล้ว คนเรามักจะขยับทำอะไรก็ต่อเมื่อทุกข์มาประชิดตัว ถ้าไม่ทำเพราะความทุกข์บีบคั้น ก็ทำเพราะกลัวความทุกข์ แต่นั่นไม่ใช่วิธีของชาวพุทธ วิธีของชาวพุทธคือต้องรับมือกับมันตั้งแต่มันยังอยู่ไกล เหมือนกับที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า คนเราเปรียบเหมือนม้า ๔ ประเภทที่ใช้เทียมรถ ม้าประเภทแรก เพียงแค่เห็นเงาสารถีชูปฏักขึ้น มันก็รู้ว่าจะเลี้ยวไปทางไหน ประเภทที่สองต้องโดนปฏักทิ่มหนังถึงจะรู้ ประเภทที่สามต้องโดนปฏักทิ่มไปถึงเนื้อถึงจะรู้ ประเภทที่สี่ต้องโดนปฏักทิ่มไปถึงกระดูกถึงจะรู้ 

คนสี่ประเภทนี้คืออะไร ประเภทแรกคือคนที่เมื่อได้ยินว่ามีคนตาย ก็เกิดความสังเวชหรือความตื่นตัว เข้าหาธรรม ประเภทที่สองต่อเมื่อเห็นคนตายก็ค่อยตื่นตัว เข้าหาธรรม ประเภทที่สาม เมื่อพบว่าคนรัก คนใกล้ชิดตาย จึงค่อยตื่นตัวเข้าหาธรรม ประเภทที่สี่ ต่อเมื่อตัวเองใกล้ตายถึงจะตื่นตัว พระพุทธเจ้าสรรเสริญคนประเภทแรก คือเพียงแค่รู้ว่ามีคนตายก็เข้าหาธรรมแล้ว ไม่ต้องรอให้ความตายเกิดขึ้นกับคนรักหรือเข้ามาประชิดตัว คือไม่ได้ทำเพราะกลัวความทุกข์หรือถูกความทุกข์บีบคั้น 

อุทกภัยครั้งนี้นอกจากสอนใจเราเรื่องอนิจจัง ความไม่เที่ยง ไม่มีอะไรที่เป็นของเราเลย และเตือนใจให้เราไม่ประมาทแล้ว ยังสามารถฝึกใจให้เราเข้มแข็ง ฝึกใจให้เรามีสติ ฝึกใจให้เรารู้จักปล่อยวาง ทั้งหมดนี้ล้วนมีารถือนใจให้เราไม่ประมาทแล้ว ยังอนิจจัง ความไม่เที่ยง ประโยชน์เพราะเราจะต้องเจอภัยธรรมชาติอีกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เว้นแต่ว่าเราตายก่อนเท่านั้น

พูดอีกอย่าง อุทกภัยครั้งนี้เปรียบเสมือนการบ้านที่ฝึกเรา ถ้าเราทำการบ้านข้อนี้ได้ เราก็มีโอกาสที่จะทำการบ้านข้อที่ยากขึ้นได้ แต่ถ้าเรายังไม่ผ่านการบ้านข้อนี้ ถ้าเราสอบตก แล้วเราจะหวังได้อย่างไรว่าเราจะสอบได้เมื่อมีเหตุการณ์ที่หนักกว่านี้ในอนาคต เหตุการณ์ที่หนักกว่านี้ไม่จำเป็นต้องเป็นภัยพิบัติ อย่างเช่นน้ำท่วมแผ่นดินไหว อาจจะเป็นภัยพิบัติส่วนตัวก็ได้ เช่นเมื่อคุณพบว่าคุณป่วยหนัก เป็นโรคร้าย เป็นมะเร็ง หรือว่าคุณกำลังจะตายไม่ว่าเพราะเหตุใดก็ตาม นี่เป็นภัยพิบัติส่วนตัวที่ทุกคนต้องเจอ 

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้เป็นเครื่องฝึกซ้อมเพื่อเราจะได้เข้มแข็ง แกร่งกล้า และมีปัญญาเพิ่มขึ้น ช่วยให้สามารถรับมือกับภัยพิบัติที่จะเกิดขึ้นในอนาคต อันที่จริงควรจะมองด้วยซ้ำว่า เหตุการณ์แบบนี้ช่วยเตือนให้เราหมั่นเจริญมรณสติอยู่เสมอ ถ้าเราเจริญมรณสติอยู่เสมอ โดยอาศัยเหตุการณ์นี้เป็นเครื่องกระตุ้นเร้า ความสูญเสียที่เกิดขึ้นกับเราจะกลายเป็นเรื่องเล็กน้อย ถึงสูญเสียรถ สูญเสียเงิน สูญเสียทรัพย์สิน แม้เป็นจำนวนมาก แต่มันจะกลายเป็นเรื่องเล็กน้อยไปทันทีเมื่อเปรียบเทียบกับความตายที่ต้องเกิดขึ้นกับเรา เพราะถึงตอนนั้นเรามีเท่าไหร่ ก็ต้องสูญเสียจนหมด วันนี้เราอาจสูญเสียบ้านหรือถึงกับสิ้นเนื้อประดาตัว แต่ตราบใดที่ยังมีลมหายใจอยู่ เราก็สามารถหาใหม่ได้ แต่ถ้าถึงวันที่เราต้องตาย เราจะต้องสูญสิ้นทุกอย่าง แม้แต่ลมหายใจก็ไม่เหลือ ทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับเราในวันนี้ แม้เป็นความสูญเสียที่มากมาย จะกลายเป็นเรื่องเล็กน้อย เมื่อนึกถึงความตายที่ต้องเกิดขึ้น ฉะนั้นจึงขอให้หมั่นพิจารณามรณสติไว้เสมอ จะช่วยให้เราปล่อยวางหรือทำใจได้กับความสูญเสียที่เกิดขึ้น

สตีฟ จอบส์ เคยแสดงปาฐกถาที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด เมื่อปี ๒๕๔๘ ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นปาฐกถาที่ดีมาก ตอนนั้นเขาป่วยเป็นมะเร็งตับอ่อนแล้ว ตอนหนึ่งเขาพูดถึงความตายว่า ความตายเป็นอุปกรณ์ที่ดีที่สุดอย่างหนึ่งที่ช่วยให้คนเราตัดสินใจในเรื่องสำคัญๆ ในชีวิตได้ เขาบอกว่า สิ่งที่ดูเหมือนเป็นเรื่องใหญ่สำหรับเรา เช่น ความคาดหวัง ความทะนงตน ความกลัวเสียหน้า กลัวความล้มเหลว ทั้งหมดนี้จะมลายหายไปเมื่อคุณระลึกถึงความตาย จะเหลืออยู่ก็แต่สิ่งที่มีความสำคัญจริง ๆ กับชีวิตของคุณ เขายังบอกอีกว่า การระลึกถึงความตายอยู่เสมอเป็นวิธีดีที่สุดที่ช่วยให้เราหลุดพ้นจากกับดักของความคิดที่ว่า เรามีอะไรต้องสูญเสีย เพราะที่จริงเราไม่มีอะไรต้องสูญเสีย เนื่องจากเราทุกคนล้วนเปลือยเปล่า คือไม่มีอะไรที่เป็นของเราเลยจริง ๆ 

เราเกิดมามือเปล่า เมื่อตายเราก็ไปมือเปล่า ทรัพย์สมบัติที่เราได้มาระหว่างนั้นต้องถือว่าเป็นกำไร ถ้าคุณสูญไปหมดเลยก็เท่าทุนเท่านั้นเอง แต่คนที่สูญเสียจากเหตุการณ์ภัยพิบัติ อาตมาเชื่อว่า คุณไม่ได้เท่าทุน คุณยังมีอะไรอีกหลายอย่างอยู่กับตัว อย่างน้อยก็ยังมีบ้าน มีครอบครัว มีเพื่อนฝูง และที่สำคัญที่สุดคือมี ลมหายใจที่จะสร้างอนาคต สร้างความหวังขึ้นมาใหม่ เพราะฉะนั้นไม่ว่าคุณจะสูญเสียอะไรไปก็ตามลองนึกถึงวันสิ้นลม ว่าเมื่อถึงวันนั้นคุณต้องไปมือเปล่า เอาอะไรไปไม่ได้สักอย่าง ดังนั้นสิ่งที่ยังเหลืออยู่ตอนนี้ควรถือว่าเป็นกำไร หากคิดได้เช่นสมบัติที่สูญเสียไปก็จะกลายเป็นเรื่องเล็กน้อยไปทันที

ดังนั้นอย่าลืมเจริญมรณสติอยู่เสมอ มันจะช่วยให้เราสามารถผ่านพ้นความทุกข์หรือภัยพิบัติที่เกิดขึ้นทั้งวันนี้และวันหน้าได้ นี่เป็นวิธีหนึ่งในการเตรียมใจให้สอดคล้องกับกระแสธรรมชาติหรือกระแสสัจธรรม อันได้แก่ เกิด แก่ เจ็บ ตาย พบแล้วพราก เจอแล้วจาก ยามใดที่เราวางใจขวางกระแสสัจธรรม ไม่อยากแก่ ไม่อยากเจ็บ ไม่อยากตาย ไม่อยากสูญเสีย เราจะถูกธรรมชาติทำร้าย ธรรมชาติลงโทษ เหมือนกับตอนนี้ที่ผู้คนกำลังถูกธรรมชาติลงโทษเพราะสร้างสิ่งกีดขวางกระแสน้ำอันไหลเชี่ยว ต่อเมื่อเปิดทางให้กระแสน้ำไหลผ่าน เปิดใจให้สอดคล้องกับกระแสธรรมชาติ เราจึงจะอยู่ได้อย่างมีความสุขท่ามกลางความทุกข์ ถึงแม้ประสบทุกข์แต่เราสามารถยกจิตให้เหนือทุกข์ได้ ถ้าวางใจเป็น

มติชนรายวัน วันที่ ๒๗ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๔
ธรรมะจากอุทกภัย
พระไพศาล วิสาโล

วันศุกร์ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2554

The happiness of giving

    
Boosting social immunity : Parents not only want their children to be successful, but also to have a happy and moral life. It is meaningless if their children, despite their wealth, are still ridden with suffering or are corrupt and addicted to vices.

But it is not easy for us to live a moral and happy life these days. Youngsters need to be immunised against all kinds of vices around them so they are not lured onto the wrong path. They also need to learn to think, seek virtuous things and live a meaningful life.

Knowledge helps children to be smart. But if you want your children to be happy and good, you need to teach them what boon, or merit, is, because it can help stave off all sorts of vices from your children. It
can help them solve and manage life's problems as well as nourish them spiritually with inner peace and happiness.

Boon means cleansing. Firstly, it is the cleansing of one's deeds so one can live a moral life that benefits both oneself and others. Secondly, it is the cleansing of one's mind from the blues as well as the fire of desire so that one can cultivate a wise mind that is not driven by emotional impulses.

Boon also means the blissful feelings that come from doing good deeds. The givers get happiness : Boon starts when we know how to give. Giving, or "dana", helps erase our self-centredness.
The mind that is always on the take is narrow and selfish, making that person unlikeable and making it difficult for that person to be happy.

Children grow up safe and sound because they receive what they need from others, from the time of their birth. If they do not learn how to give, they will believe that they are always entitled to get things from others.
Kids should learn that life is about give and take. They can learn from the trees, for example: The tree take nutrients and water from the soil, but they also give back humidity and dry leaves to nourish the soil in return.
But giving does not mean an exchange or a duty.

For giving essentially gives us happiness. Teaching kids to give therefore amounts to teaching them to be happy from their own generosity. The truth that the givers get happiness is what all children should learn.
This is why parents in the old days take small children to temples to give alms to monks so they will want to do that on their own when they grow up.

One is blessed for giving alms to monks, but the blessing from boon also comes from giving to the distressed. Children can make merit just by giving away their toys to poor children or by donating money to the handicapped.

Apart from money and materials, giving life to animals is also a merit-making act. Simple kindness such as feeing fish that are stuck in mud and returning them to the waterway, or watering wilted plants, is also considered boon.


Lift the world with generosity : Teach your children that what they give or how much it costs is not as important as the thoughtfulness itself. You can tremendously help your children if you teach them that even when they have limited energy and money, they can equally make great merit as powerful as that of grown-ups if they are thoughtful. You should teach your children that our qualities are not measured by age, success or fame, but the quality of our hearts.

Take 12-year-old Duanghathai Sothisawapark, for example. She is proof that we can give a greater thing than money if we have empathy. When the teenage girl found out that her cousin had cancer, she drew a comic book to raise funds for her cousin's medication. Her comic book might not have been polished, but her generosity powerfully moved many. Thanks to public donations, her cousin is almost cured now.

Or take 14-year-old Gaewjai Laonipon. Every night, she would accompany her parents, who are volunteers of the Poh Teck Tung Foundation, to rescue accident victims. She helps jot down the addresses, car plates, or even takes the injured to hospital. The girl's self-sacrifice is hard to match.

Putting in one's time and energy to help others is also a merit-making deed. Children should learn that they can do this kind of boon every day in their daily life. For example, picking up broken glass or litter, helping out with school chores, carrying things for the elderly, helping the blind cross the street, growing trees in public areas or doing household chores.


Non-exploitation : To help others, we must start by ensuring that our own conduct does not cause harm to other people or to the public. Harmful acts include taking life, stealing, corruption, violating what is cherished by others, or being addicted to intoxicants. The boon from refraining from these acts is called sila (morality, virtue) in Buddhism.

By teaching children not to exploit other people or the public, you give them a fence to ward off harm, for a simple mistake can lead to tragedy. You should not remain passive if the children commit what seem to be trivial mistakes, such as stealing their friends' pens, copying others' homework, cheating on exams or killing ants and worms.

Good deeds not only prevent us from exploiting others, but also from exploiting ourselves. Those who do good bring happiness both to themselves and to those around them.

Wise consumption or simplicity is also part of Buddhist morality. We should not be excessive in our eating and living. We should eat nutritious food and not let greediness harm our bodies.

This includes appropriate use of technology. For example, children should learn how to use mobile phones only when it is necessary, watch TV only after finishing homework, or play computer games moderately.
Children also should learn to save, not to flaunt wealth, not to overspend nor be addicted to shopping or such vices as gambling and night entertainment.


Make merit with your heart : We can make merit at all times wherever we are, whether or not we have money. We can make merit without doing anything if we train our mind properly so that it generates positive feelings such as admiration for others' fortune _ not envy. Teaching your children how to be happy for others will give them the seeds of good-heartedness.

Children should also be taught not to go it alone in their good efforts, but to give an opportunity for others to join in. Wishing others to share the blessings from one's good deeds is also a boon in itself.
Humility is also a merit-making deed. Children should be taught not to look down on others just because they are younger, less educated or poorer. They should also be taught not to be overbearing with household maids.

Humility as a merit also includes not being prejudiced against people of different faiths.
Making merit with our heart leads to a positive and happy mind. Envy and arrogance, meanwhile, lead to anxiety and stress. We should teach children to train their minds so they can smartly manage external stimulants affecting their emotions.


Training for a calm mind : Meditation calms the mind by effectively extinguishing anger. For a start, children should be taught to breathe in slow, deep breaths at least four to five times when they feel angry.

But meditation is effective when practised regularly as part of daily life. The methods vary. For example, focusing on the breathing in and out, or walking slowly and calmly. It will be more effective if parents join the children in meditating. Only five minutes of this practice every day will do wonders in your mental development.

For small children, games can help. For example, the robot game. Ask the children to move each body part slowly and separately, just like a robot. The rule is that they must observe every sensation that arises during the movements. This method helps make it fun for children to learn to cultivate mental concentration as well as consciousness of one's body.

Actually, we can practise meditation with all our activities. We can teach children to be mindful when brushing their teeth, washing dishes, or doing homework, for example. We should also teach them to do one thing at a time. Not eating and reading at the same time, for example. This can help strengthen one's ability to be focused.

Bedtime is a good time to teach children to cultivate mental concentration and calmness. This can be done through simple prayers, followed by the paying of homage to the Buddha, dharma (his teachings) and sangha (the community of monks), and then to parents and teachers.

Children should make their minds calm for a while before going to sleep. Projecting compassion is an effective mental practice that can protect oneself from anger.

Accumulated anger is like fire burning our heart. Parents should teach children to emanate good will and compassion before going to sleep.

Cultivating compassion is also possible through regularly expressing admiration and thankfulness for other people and things around us.

Children should be taught not only to be thankful for their parents and teachers, but also for maids, drivers, janitors, etc, who help to make sure their lives run smoothly.

They also should learn to be thankful even to the trees, the mountains, the sea, as well as things they use _ pencils, bags, blankets, cars, etc. This helps instil gentleness, concern for the environment and frugality.

If children are still very little, teach them to water plants or to keep a pet and teach them to wish the plants and their pets to be happy and free from all suffering. If they do this regularly every morning and evening, their hearts will be brimming with compassion.

Emanating compassion is a great merit. The Buddha says the blessings it brings are greater than giving alms to the Buddha or to 100 enlightened monks. This is because it is the deed that directly makes one's mind positive.


Training for right thinking : After training the mind to be calm, the next step is training it to be wise, or to have right thinking. Your children should learn to use goodness to guide their deeds, not using their likes and dislikes. They should be taught that when rebuked, even when they are not happy with it, they should ponder if the reprimand is correct or not. This attitude will help ease your children's distress and help them to benefit from rebukes.

Likewise, children should learn early that when eating, they should not go for what please their palates, but for that which is useful for their bodies and is also economical. This right thinking helps your children learn what right consumption is, and how not to be slaves of consumerism.

Right thinking also can be cultivated by exposing children to useful information. You should help your children listen to good guidance, to read good books or to watch useful TV programmes. You should also
be with your children when watching TV so you can give your kids appropriate guidance.

Teaching your children to do good deeds is itself a merit-making act. If they follow your teaching, they are joining your boon.

The right boon is one that makes one's mind pure, clear, calm and full with true happiness.

You may be ready to give your children all the material things they want or need. But one thing you cannot forget is to teach them to know what boon or merit is, and to live a life full of merit.

What a great inheritance you can give your children!

This is a translation of the Thai language booklet entitled 'Teach Children to Make Merit', published by the Network of Buddhists for Buddhism and Thai Society

TEN WAYS TO MAKE MERIT

1. Give money or other materials.
2. Cultivate generosity and refrain from bad deeds.
3. Keep the mind calm.
4. Sacrifice one's time and energy for others or the public.
5. Be humble.
6. Appreciate the successes and good deeds of others.
7. Help others to do good or to share in one's own merits.
8. Listen to dharma or good thoughts.
9. Give dharma and good thoughts to others.
10. Think rightly in line with virtue.

Bangkok Post Jul 29, 2001 - Meaningful merit
ที่มา : http://www.visalo.org/englishArticles/GivingHappiness.htm

True happiness ความสุขที่แท้

True happiness ความสุขที่แท้

ความสุขที่แท้
โดย พระไพศาล วิสาโลพิมพ์ครั้งที่ ๑ ๒๕๕๔
จัดพิมพ์โดย เครือข่ายพุทธิกา
ดาวน์โหลดหนังสือได้ที่นี่ 


คำปรารภ
ใคร ๆ ก็ต้องการความสุข ชีวิตทั้งชีวิตทุ่มเทเพื่อความสุขที่ใฝ่หา แต่เราเคยถามตนเองหรือไม่ว่าความสุขที่เราเสาะแสวงมาหลายสิบปีนั้น เป็นความสุขที่แท้จริงหรือ และมีความยั่งยืนเพียงใด
ไม่ผิดหากจะกล่าวว่าในบรรดาผู้คนที่กำลังแสวงหาความสุขอยู่ในขณะนี้ น้อยคนที่รู้จักความสุขอย่างแท้จริง ส่วนใหญ่แล้วเข้าใจว่าความสุขนั้นมีอย่างเดียวคือความสุขจากวัตถุ หรือความสุขจากการเสพ แท้จริงแล้วยังมีความสุขอย่างอื่นที่ไม่อิงวัตถุ และเป็นสุขที่ประณีตกว่า
ความสุขที่แท้มิได้อยู่ไกลตัว หากอยู่ในใจเรานี้เอง หากวางใจถูกก็เป็นสุขได้ในทุกหนแห่ง เพียงแค่รู้จักพอ ก็พบความสงบเย็น ไกลจากความรุ่มร้อน หารู้จักปล่อยวาง จิตใจก็โปร่งโล่งเบาสบาย และพบสุขได้แม้ระหว่างทำงาน
หนังสือเล่มเล็ก ๆ นี้ประกอบด้วย ๔ บทความ ซึ่งเคยตีพิมพ์ในที่อื่นมาก่อน ในการรวมพิมพ์ครั้งนี้ เครือข่ายพุทธิกาได้จัดทำรูปเล่มที่สวยงาม น่าอ่าน หวังว่าหนังสือเล่มนี้จะช่วยให้ท่านพบความสุขที่แท้ด้วยตัวท่านเอง



พระไพศาล วิสาโล
๑๕ กรกฎาคม ๒๕๕๔
อาสาฬหปุรณมี


Information From : www.visalo.org

On living mindfully

On living mindfully
Greet the new day with a smile and mindfulness 
Published: 23/02/2010 at 12:00 AM
Bangkok Post Newspaper section: Outlook
Writer: PHRA PAISAL VISALO
Greet the new day with a smile and mindfulness 

When waking up to a new day, we should realise how lucky we are to have today. Many of our fellow beings went to sleep last night and never woke up again. Yesterday was their last day on earth. We, too, might have left the world like them, had it not been for a variety of factors that make us live today.


We should, therefore, greet the new day as a precious gift. Greet it with a smile. Don't allow the mind to be sad or depressed. Don't demand anything from the world. And don't let the mind worry about things that have not yet come, nor be frustrated with what you have not attained. Don't forget that we are already very fortunate to have today.


Since death can befall us anytime, every morning when we wake up we should realise that today might be our last day. When awake, we should have the intention to make today valuable, by filling it with good conduct, benefit for the common good and generosity to others.


We should be in hurry to do things that are important or meaningful to life. Don't put it off, or let less important things such as fun, entertainment or socialising steal most of your time until you do not have the opportunity to do such worthy things as giving back to people to whom you owe gratitude, taking time for your family members and making time to develop your own spirituality.


Making the best of today also means not allowing negative emotions and desires to dominate your mind until it is full of suffering and desolation. Since we cannot be certain that we will live until tomorrow, we should live today with happiness and cheerfulness. Do whatever is good for life, and invite positive feelings to fill your heart. Don't be fixated with the past, or weigh yourself down with worries about the future. Be firm in staying in the present moment as best you can. And open your heart to the realities that unfold each and every moment with a mind that is fully alert and awake. It is only the present moment that is real.


Nowadays, we live one-third of our lives in a state of sleep. Even when awake, more than one-third of the day might be lived in delusion. We then do not really live. We only walk-sleep. This is a waste of time. Isn't it better if we live each day, each hour and each minute with mindfulness? It is through mindfulness that you can live your life to its full value. This is how to live with your full heart.


Begin a new day by immediately being alert to mindfulness after you wake. It may still be dark outside, the sun may not have risen above the horizon, but our mind will be radiant with an alert mind. Mindfulness will drive away lethargy and replace it with clarity, enabling us to do our morning chores with alertness.


Throughout the day, we should constantly observe our mind and do our activities mindfully. Be aware of the proliferation of thoughts and emotions. If so, our whole day will be light and full of bliss. We can generate beneficial actions without slipping or getting discouraged. We can pursue our priorities without postponement or absent-mindedness.


The whole day can be blissful even when we are surrounded by confusion. That is if only we smile at reality, live mindfully, are fully awake to each and every moment and are constantly aware of the uncertainties of life.


Phra Paisal Visalo is a respected reformist monk. This is translated from an article in 'Chaobuddha' monthly magazine, January, 2010.



Information From : www.visalo.org

On living mindfully

On living mindfully
Greet the new day with a smile and mindfulness 
Published: 23/02/2010 at 12:00 AM
Bangkok Post Newspaper section: Outlook
Writer: PHRA PAISAL VISALO
Greet the new day with a smile and mindfulness 

When waking up to a new day, we should realise how lucky we are to have today. Many of our fellow beings went to sleep last night and never woke up again. Yesterday was their last day on earth. We, too, might have left the world like them, had it not been for a variety of factors that make us live today.


We should, therefore, greet the new day as a precious gift. Greet it with a smile. Don't allow the mind to be sad or depressed. Don't demand anything from the world. And don't let the mind worry about things that have not yet come, nor be frustrated with what you have not attained. Don't forget that we are already very fortunate to have today.


Since death can befall us anytime, every morning when we wake up we should realise that today might be our last day. When awake, we should have the intention to make today valuable, by filling it with good conduct, benefit for the common good and generosity to others.


We should be in hurry to do things that are important or meaningful to life. Don't put it off, or let less important things such as fun, entertainment or socialising steal most of your time until you do not have the opportunity to do such worthy things as giving back to people to whom you owe gratitude, taking time for your family members and making time to develop your own spirituality.


Making the best of today also means not allowing negative emotions and desires to dominate your mind until it is full of suffering and desolation. Since we cannot be certain that we will live until tomorrow, we should live today with happiness and cheerfulness. Do whatever is good for life, and invite positive feelings to fill your heart. Don't be fixated with the past, or weigh yourself down with worries about the future. Be firm in staying in the present moment as best you can. And open your heart to the realities that unfold each and every moment with a mind that is fully alert and awake. It is only the present moment that is real.


Nowadays, we live one-third of our lives in a state of sleep. Even when awake, more than one-third of the day might be lived in delusion. We then do not really live. We only walk-sleep. This is a waste of time. Isn't it better if we live each day, each hour and each minute with mindfulness? It is through mindfulness that you can live your life to its full value. This is how to live with your full heart.


Begin a new day by immediately being alert to mindfulness after you wake. It may still be dark outside, the sun may not have risen above the horizon, but our mind will be radiant with an alert mind. Mindfulness will drive away lethargy and replace it with clarity, enabling us to do our morning chores with alertness.


Throughout the day, we should constantly observe our mind and do our activities mindfully. Be aware of the proliferation of thoughts and emotions. If so, our whole day will be light and full of bliss. We can generate beneficial actions without slipping or getting discouraged. We can pursue our priorities without postponement or absent-mindedness.


The whole day can be blissful even when we are surrounded by confusion. That is if only we smile at reality, live mindfully, are fully awake to each and every moment and are constantly aware of the uncertainties of life.


Phra Paisal Visalo is a respected reformist monk. This is translated from an article in 'Chaobuddha' monthly magazine, January, 2010.



Information From : www.visalo.org

วันพฤหัสบดีที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ติช นัท ฮันห์ กับมิติใหม่ของพุทธศาสนา โดย พระไพศาล วิสาโล



พระไพศาล วิสาโล

ติช นัท ฮันห์ กับมิติใหม่ของพุทธศาสนา 
โดย พระไพศาล วิสาโล 

นอกจากองค์ทะไล ลามะ แล้ว ท่านติช นัท ฮันห์ เป็นภิกษุอีกรูปหนึ่งที่นิตยสารไทม์เมื่อเร็วๆ นี้ ยกย่องให้เป็น “hero” หรือผู้มีผลงานอันโดดเด่นและเป็นแรงบันดาลใจให้แก่คนทั้งโลก หนังสือหลายเล่มของท่านติดอันดับหนังสือขายดีทั้งในยุโรปและอเมริกา ทุกหนแห่งที่ท่านไปบรรยายจะมีผู้ฟังแน่นขนัดแม้ต้องเสียค่าผ่านประตูก็ตาม ยิ่งที่หมู่บ้านพลัมอันเป็นสำนักของท่านในประเทศฝรั่งเศส ทุกปีจะมีผู้เข้าร่วมปฏิบัติธรรมประจำฤดูร้อนนับพันคนในคราวเดียวกัน คนเหล่านี้มาจากแทบทุกทวีปทั่วโลก ไม่เว้นแม้แต่แอฟริกาและอเมริกาใต้ 

คำสอนของท่านนำความสงบเย็นและหว่านความรักลงไปในจิตใจของผู้คนนับล้าน แต่น้อยคนจะตระหนักว่าความสงบเย็นและความรักที่ออกมาจากหัวใจของท่านนั้น มิได้ก่อเกิดจากการนั่งภาวนาในป่าอันสงบสงัดเท่านั้น หากยังกลั่นออกมาจากความทุกข์ยากแสนสาหัสท่ามกลางเพลิงสงครามอันยาวนาน 

สงครามเวียดนามได้สังหารญาติมิตรศิษย์หาและเพื่อนร่วมชาติของท่านเป็นจำนวนมาก แต่กลับทำให้ท่านมั่นคงยิ่งขึ้นในเมตตากรุณาแม้กระทั่งกับผู้ปลิดชีวิตบุคคลที่ท่านรัก ท่ามกลางการตอบโต้ด้วยความอาฆาตพยาบาท ท่านเรียกร้องการให้อภัย ขณะเดียวกันก็อุทิศตนเพื่อนำสันติภาพกลับคืนมา 

ท่านเคยกล่าวถึงประเทศเวียดนามของท่านว่า เปรียบเสมือน “ดอกบัวกลางทะเลเพลิง” ชีวิตของท่านจะว่าไปแล้วไม่ได้ผิดไปจากอุปมาดังกล่าวเลย 



ท่านติช นัท ฮันห์-องค์ทะไลลามะ 


หากจีนไม่รุกรานทิเบต โลกก็คงไม่รู้จัก องค์ทะไลลามะ ในทำนองเดียวกันหากรัฐบาลเวียดนามใต้ไม่ปิดประตูผลักไสให้ท่านกลายเป็นผู้ลี้ภัย โลกก็คงไม่มีโอกาสดื่มด่ำสัมผัสธรรมของ ท่านนัท ฮันห์ อย่างแพร่หลายเช่นทุกวันนี้ เมื่อท่านไม่อาจเข้าประเทศเวียดนามได้หลังจากการไปรณรงค์เรียกร้องสันติภาพที่สหรัฐอเมริกา อเมริกาและยุโรปจึงเปรียบเสมือนบ้านของท่านตลอด 39 ปีที่ผ่านมา หนังสือและคำสอนที่สำคัญของท่านส่วนใหญ่เกิดขึ้นในช่วงนี้ ยิ่งท่านมาตั้งสำนักที่หมู่บ้านพลัม ประเทศฝรั่งเศส สังฆะของท่านก็หยั่งรากลึกและเติบใหญ่จนกลายเป็นพลังที่สำคัญในทางศาสนธรรมและสันติภาพ ขณะเดียวกันก็สร้างมิติใหม่ให้แก่พระพุทธศาสนาทั้งในระดับโลกและสำหรับเวียดนามเอง 

ท่านนัท ฮันห์ เป็นหนึ่งในบุคคลผู้ริเริ่มนำพุทธศาสนาออกมาสัมพันธ์กับโลกสมัยใหม่อย่างมีพลัง ในยามที่บ้านเมืองเกิดศึกสงคราม ท่านเห็นว่าจุดยืนของพุทธศาสนามิได้อยู่ที่การสนับสนุนฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งที่จับอาวุธห้ำหั่นกัน หากอยู่ที่การเสนอทางออกอย่างสันติ โดยมีความเมตตาต่อทั้งสองฝ่าย แม้นั่นจะหมายถึงการถูกเข้าใจผิดจากทุกฝ่ายก็ตาม และในขณะที่ผู้คนกำลังเดือดร้อนจากภัยสงครามและความยากจน ชาวพุทธไม่ควรเอาแต่นั่งภาวนาหรือแผ่เมตตาอยู่ในมุ้ง หากควรออกไปช่วยเหลือคนเหล่านั้น โดยพร้อมร่วมทุกข์ร่วมสุขกับเขา แต่สิ่งที่ต้องทำควบคู่กับปฏิบัติการทางสังคม ก็คือการเจริญสมาธิภาวนา เพื่อให้จิตบังเกิดความสงบ มีสติ เปี่ยมด้วยกรุณาและมีปัญญากระจ่างแจ้ง ทั้งนี้เพื่อให้เกิดทั้งประโยชน์ท่านและประโยชน์ตนอย่างแท้จริง 

นอกจากการนำพุทธศาสนามาสัมพันธ์กับสังคมแล้ว ท่านนัท ฮันห์ ยังเห็นว่า พุทธศาสนามิอาจแยกจากชีวิตได้ การปฏิบัติธรรมมิได้หมายถึงการปลีกตัวออกจากกิจวัตรประจำวัน หากควรผสานให้กลมกลืนกับทุกอิริยาบถ ไม่ว่าการกิน การดื่ม การทำงาน ล้วนเป็นโอกาสแห่งการเจริญสมาธิภาวนาทั้งสิ้น พุทธศาสนาที่สัมพันธ์กับชีวิตและสังคมอย่างแนบแน่นดังกล่าว ท่านนัท ฮันห์ เรียกว่า Engaged Buddhism ซึ่งเป็นแนวคิดที่ได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน 



ท่านติช นัท ฮันห์ ขณะเข้าร่วมประชุมชาวพุทธนานาชาติ เนื่องในวันวิสาขบูชาโลก 2550 
ณ ศูนย์การประชุมสหประชาชาติ ถ.ราชดำเนินนอก กรุงเทพมหานคร 


เสน่ห์แห่งคำสอนของท่านนัท ฮันห์ อยู่ที่การประยุกต์ธรรมให้สมสมัย โดยอิงอาศัยหลักไตรสิกขา กล่าวคือ ศีล สมาธิ ปัญญา แทนที่ศีลจะจำกัดอยู่แค่ศีล 5 ในขอบเขตแคบๆ อย่างที่เราคุ้นเคย ท่านได้ขยายศีล 5 ให้มีความหมายกว้างขึ้นเพื่อให้เหมาะกับสังคมสมัยใหม่ที่มีความซับซ้อนแยบยลสูงจนผู้คนสามารถเบียดเบียนกันได้แม้จะไม่เห็นตัวกัน เช่น ศีลข้อที่ 1 อันได้แก่ปาณาติบาต ท่านได้ขยายความว่าหมายถึง “การตั้งจิตมั่นที่จะไม่ทำลายชีวิต ไม่ปล่อยให้ผู้อื่นทำลายชีวิต รวมทั้งจะไม่ส่งเสริมการทำลายชีวิตใดๆ ในโลกนี้ โดยทั้งความคิดและในทางการปฏิบัติ” ในแง่นี้การสนับสนุนนโยบายฆ่าตัดตอนผู้ค้ายาเสพติด หรือการบริโภคที่ส่งเสริมอุตสาหกรรมทารุณสัตว์ ก็เท่ากับผิดศีลข้อที่ 1 ด้วย 

ในด้านสมาธิ ท่านเห็นว่าหัวใจสำคัญของสมาธิภาวนา คือ การเจริญสติ เพราะสตินำไปสู่ความตื่นรู้ และความตื่นรู้นั้นมิได้จำกัดอยู่แค่การรู้กายและใจของตนเท่านั้น หากยังรู้ความเป็นไปของสิ่งรอบตัว รวมทั้งรู้ถึงความทุกข์ยากของผู้คนด้วย แต่ขณะเดียวกันจะต้องไม่ปล่อยให้ความทุกข์ของผู้อื่นท่วมท้นจิต จนตนเองกลายเป็นผู้ทุกข์ไปด้วยอีกคน 

เราจะต้องรักษาจิตให้ผ่องใสอยู่เสมอ โดยมีสติเข้าไปรับรู้ความเศร้าโศก ความโกรธ ความเกลียด และแปรให้เป็นความสงบและความรัก การตื่นอยู่เสมอด้วยสตินั้นเป็นปาฏิหาริย์ในตัวเอง ดังหนังสือเรื่อง ปาฏิหาริย์แห่งการตื่นอยู่เสมอ ของท่านเป็นคู่มือนำทางให้แก่เราได้เป็นอย่างดี โดยที่ต้องไม่ลืมว่าหนังสือเล่มนี้ท่านเขียนในขณะที่สงครามเวียดนามกำลังมาถึงจุดแตกหัก แม้ท่านจะห่วงใยกับสถานการณ์ดังกล่าวเพียงใด แต่ท่านก็สงบนิ่งพอที่จะเขียนหนังสืออันมีคุณค่าลุ่มลึกทางจิตใจได้ 

ท่านนัท ฮันห์ ยังเป็นผู้ฉลาดในการนำพาให้เราเห็นโลกด้วยปัญญา กล่าวคือไปพ้นจากความหลงแห่งทวิภาวะที่มองสิ่งต่างๆ แยกออกเป็นขั้วๆ ท่านชี้ให้เห็นว่า สิ่งที่มองเห็นเป็นขั้วนั้นแท้จริงเป็นอีกด้านของเหรียญเดียวกัน ไม่ว่า ได้-เสีย มา-ไป เกิด-ตาย เรา-ผู้อื่น ขยะ-ดอกไม้ เหยื่อ-อาชญากร ทั้งหมดนี้ไม่ได้แยกจากกัน คนที่เป็นอาชญากรนั้นก็เคยเป็นเหยื่อมาก่อน เช่นเดียวกับขยะซึ่งในอดีตเคยเป็นดอกไม้ และในอนาคตก็จะกลายเป็นดอกไม้อีก ในโลกแห่งความเป็นจริง ทุกอย่างล้วนสัมพันธ์กันและเป็นเหตุปัจจัยให้แก่กันและกัน (ดังท่านเรียกว่า “เป็นดั่งกันและกัน” หรือ interbeing) 



การประชุมวิชาการชาวพุทธนานาชาติ เนื่องในวันวิสาขบูชาโลก 2550 
ณ ศูนย์การประชุมสหประชาชาติ ถ.ราชดำเนินนอก กรุงเทพมหานคร 


เมฆกับกระดาษ เกี่ยวข้องกันอย่างแยกไม่ออก ไม่มีเมฆ ไม่มีฝน ก็ไม่มีต้นไม้ และไม่มีกระดาษ ด้วยเหตุนี้ท่านจึงย้ำให้เรามองกระดาษจนเห็นก้อนเมฆ ดวงอาทิตย์ และคนตัดไม้ กล่าวอีกนัยหนึ่งกระดาษนั้นไม่มีตัวตนของมันเอง หากเกิดขึ้นมาจากสิ่งที่ไม่ใช่กระดาษ เช่นเดียวกับร่างกายของเราล้วนเกิดขึ้นจากธาตุหรือสารต่างๆ ที่ไม่ใช่ตัวเรา เช่น คาร์บอน แคลเซียม เหล็ก ฯลฯ ด้วยคำสอนง่ายๆ ที่ฝึกให้เรามองสิ่งต่างๆ อย่างเพ่งพินิจ ท่านได้พาให้เราเข้าใจความจริงอันลึกซึ้งอันได้แก่อนัตตา คือความไม่มีตัวตน 

คุณูปการสำคัญอีกประการหนึ่งของท่านนัท ฮันห์ ที่ควรกล่าวย้ำในที่นี้ก็คือ การตั้งสังฆะที่สมสมัย ท่านตระหนักดีว่าพุทธศาสนาจะดำรงอยู่ได้ จำต้องมีสังฆะที่เข้มแข็ง แต่แทนที่สังฆะจะหมายถึงผู้บวชที่ถือเพศพรหมจรรย์เท่านั้น ท่านได้ขยายสังฆะให้คลุมไปถึงอุบาสกและอุบาสิกา ขณะเดียวกันในฝ่ายผู้บวช ก็มิได้มีแต่ภิกษุเท่านั้น หากยังมีภิกษุณีอีกด้วย โดยมีสิกขาบทที่ปรับปรุงให้เหมาะกับสังคมสมัยใหม่อย่างน่าสนใจ โดยเฉพาะการทวนกระแสบริโภคนิยม ซึ่งกำลังเป็นตัวกัดกร่อนบั่นทอนชีวิตจิตใจของนักบวชและผู้ใฝ่ธรรมทั่วโลก ขณะเดียวกันท่านยังได้คิดค้นพิธีกรรมใหม่ๆ ที่สื่อธรรมอย่างน่าประทับใจ ควบคู่ไปกับการสร้างสามัคคีธรรมในหมู่สังฆะเพื่อเป็นชุมชนกัลยาณมิตรอย่างแท้จริง 

นิมิตดีก็คือในเดือนพฤษภาคมนี้ ท่านนัท ฮันห์ และสังฆะของท่านจะมาเยือนประเทศไทย (หลังจากที่เคยมาครั้งล่าสุดเมื่อ 30 ปีที่แล้ว) นอกจากการบรรยายแล้ว ท่านยังจะนำการปฏิบัติเพื่อความตื่นรู้ในปัจจุบันอันประเสริฐสุด นี้เป็นโอกาสดีที่หาได้ยากสำหรับชาวไทย (และผู้สนใจจากประเทศเพื่อนบ้าน) ที่จะได้ฟังธรรมจากท่าน ซึ่งเป็นการผสานมหายาน (โดยเฉพาะเซน) กับเถรวาท ได้อย่างลุ่มลึกและสื่อตรงกับคนสมัยใหม่ได้อย่างถึงแก่น 

ด้วยวัย 80 ปีและกิจนิมนต์ที่ได้รับจากทั่วโลก ไม่ง่ายเลยที่ท่านจะกลับมาเยือนเมืองไทยอีกหลังเดือนพฤษภาคมนี้ ผู้สนใจโปรดสอบถามรายละเอียดการบรรยายและการปฏิบัติธรรมได้จากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ซึ่งเป็นเจ้าภาพจัดงานนี้เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของเทศกาลวิสาขบูชาแห่งโลก 



ท่านติช นัท ฮันห์ (Thich Nhat Hanh) 

คัดลอกมาจาก :: หนังสือพิมพ์มติชน รายวัน ออนไลน์ หน้า 6 
คอลัมน์ มองอย่างพุทธ โดย พระไพศาล วิสาโล 
วันที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 10578 
ขอกราบขอบพระคุณที่มาของรูปภาพทุกแหล่ง

วันเสาร์ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

เว้นวรรคชีวิต



...เว้นวรรคชีวิต...(พระไพศาล วิสาโล)

การปลีกตัวมาอยู่ที่นี่ (วัดป่า)ถือว่าเป็นการเว้นวรรคให้แก่ชีวิต
ชีวิตต้องมีการเว้นวรรคบ้าง เช่นเดียวกับลมหายใจของเรา

มีหายใจเข้า แล้วก็ต้องมีหายใจออก
เราไม่สามารถที่จะหายใจเข้าได้ตลอด

ต้องเว้นจังหวะ แล้วจึงหายใจออก
เราไม่สามารถหายใจออกหายใจเข้าอย่างใดอย่างหนึ่งไปได้ตลอด

จะต้องมีการเปลี่ยนสลับกันไป
การทำงานก็เช่นเดียวกัน ทำงานแล้วก็ต้องรู้จักหยุดบ้าง

ธรรมชาติให้เวลากลางวันคู่กับกลางคืน
กลางวันทำงานเต็มที่ พอถึงตอนกลางคืนก็ต้องพักผ่อน

ขอให้สังเกตดู อะไรก็ตามเป็นไปได้ดี
ก็เพราะมีการเว้นจังหวะหรือมีช่องว่างที่เหมาะสม

หนังสือที่อ่านง่าย ก็เพราะแต่ละประโยคมีการเว้นวรรคอย่างถูกจังหวะ
ถ้าตัวหนังสือติดกันเป็นพรืด ไม่มีเว้นวรรคเลย จะน่าอ่านไหม

ใครอ่านก็ต้องรู้สึกงงงวย ไม่อยากอ่าน
ศิลปะอย่างหนึ่งของเขียนหนังสือให้น่าอ่าน

ก็คือ รู้จักเว้นช่องว่างระหว่างคำ ระหว่างประโยค และระหว่างย่อหน้า ทำนองเดียวกันดนตรีที่ไพเราะ
ไม่ใช่เพราะมีเสียงดังเท่านั้น แต่เพราะมีช่วงที่เงียบแฝงอยู่ด้วย

ถ้ากลอง กีต้าร์ไวโอลิน ส่งเสียงไม่หยุด ไม่รู้จักเว้นจังหวะเสียบ้าง
เพลงนั้นก็คงไม่เพราะ

ขอบคุณข้อมูลจากพลังจิตดอทคอม

บทความที่ได้รับความนิยม