แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ความรัก ความโกรธ ความเมตตา แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ความรัก ความโกรธ ความเมตตา แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2554

สรุปเรื่องด้วยการให้อภัย


สรุปเรื่องด้วยการให้อภัย
เขียนโดย ภิญโญ ราชัยบ่อ

คัดลอกจากบทความ “จุดหัวใจให้สว่างไสวด้วยไม้ขีดไฟ ๙ ก้าน”
หนังสือ “กลเม็ดเผด็จสุข”
รวบรวมในหนังสือ “ความจริงเกี่ยวกับ ความรัก ความโกรธ และ ความเมตตา เล่ม ๓” 

     คุณเคยพกพาเรื่องโกรธแค้นเอาไว้นมนาน และเก็บค้างคาไว้ในอกเป็นเดือนเป็นปี วางไม่ลง ลืมไม่ได้บ้างหรือไม่ หากคุณเคยเป็นเช่นนี้หรือตอนนี้ก็ยังเป็นอยู่ ลองพิจารณาตัวเองดูให้ดีว่าตัวเองรู้สึกเช่นไร เมื่อต้องแบกความรู้สึกเช่นนี้ไว้กับตัว

     การที่เราแบกเก็บเรื่องราวต่าง ๆ ไว้ในจิตใจ ไม่ว่าจะเป็นช่วงสั้น ๆ หรือยาวนานก็ตาม นั่นด้วยเพราะเราไม่ปล่อยวางเกี่ยวกับเรื่องนั้น หรือจะพูดให้ฟังง่าย ๆ ก็คือ เราไม่ยอมสรุปเรื่องดังกล่าวให้จบลงเสียที มิเช่นนั้นมันก็คงไม่อยู่กับเราข้ามคืนข้ามวัน หรือข้ามเดือนข้ามปีมาได้เป็นแน่

     แม้นเรื่องราวหรือปัญหาต่าง ๆ ที่ได้เกิดขึ้นกับเรา จะผ่านพ้นไปแล้ว
ก็ตาม แต่เรายังคงเก็บอารมณ์ลบจากเหตุการณ์เหล่านั้นเอาไว้ เช่น ความโกรธเกลียด ความอิจฉาริษยา ความขุ่นมัว อันเนื่องจากความต้องการเอาชนะ และอื่น ๆ ซึ่งสรุปได้ว่าที่อารมณ์เหล่านั้นยังคงอยู่ในจิตใจของเราได้ ก็เพราะเราไม่ยอมสรุปเรื่องต่าง ๆ ให้จบลง ไม่ยอมให้อภัยกับความผิดพลาดที่เกิดขึ้น เป็นการไม่ให้อภัยคนอื่นหรือแม้แต่ตัวเองก็ตามที ขังจิตตัวเองไว้กับเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่ล่วงเลยไปแล้ว ไม่ต่างอะไรกับการที่นักโทษถูกกักขังจนมิสามารถไปไหนมาไหน หรือทำอะไรได้ตามอิสระ

     บางคนโกรธกันนานนับ ๑๐ ปี ด้วยเพียงความเข้าใจผิดกันเท่านั้น ต่างคนก็ต่างคิดกันไปคนละอย่าง ไม่เคยหันหน้าเข้าหากันเพื่อช่วยกันสรุปเรื่องให้จบ หรือหันหน้าพูดคุยให้อภัยกันและกัน น่าเสียดายวันคืนที่น่าจะได้มีโอกาสมอบความปรารถนาดีและไมตรีจิตต่อกัน กลับต้องมาหมดเปลืองไปกับอารมณ์ขุ่นมัว การกินแหนงแคลงใจกัน ทั้ง ๆ ที่เวลาแต่ละคนจะได้ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันนั้นแสนสั้นนัก

     เหตุสำคัญอีกอย่างที่ทำให้คนเราสรุปเรื่องให้จบลงได้ยาก ก็เพราะความลุ่มหลงในตัวเอง คาดหวังไว้ว่าทุกคนต้องพูดดี ทำดี กับตัวเราตลอดเวลา วันไหนไปเจอเขากำลังอารมณ์เสีย เราก็จะรู้สึกยอมไม่ได้ขึ้นมาทันที ทำไมเขาต้องทำกิริยาเช่นนี้กับเรา บางทีไปเจอคนที่พูดตรงไปตรงมา กล่าวคำตำหนิติเตียนการกระทำของเรา ก็รู้สึกไม่พอใจ เก็บสะสมไว้เป็นกองขยะอยู่เต็มหัวใจ ทั้ง ๆ ที่เรื่องเหล่านี้สามารถเกิดขึ้นได้ทุกวี่ทุกวัน เราเองก็ยังมีวันที่อารมณ์ไม่เป็นปกติ คนอื่น ๆ ก็เหมือนกับเรานั่นเอง

     เมื่อเราเจอเหตุการณ์เช่นนี้ก็ควรมองให้เป็นเรื่องปกติ และให้อภัยเสีย หรือไม่ต้องไปเพ่งโทษใส่ใจกับอารมณ์ลบของอีกฝ่าย และสรุปเรื่องให้จบ ณ เวลานั้น การฝึกฝนจิตให้รู้จักสรุปเรื่องให้จบ อภัยให้เป็น จึงเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะเราต้องเจอโจทย์นี้กันแทบทุกวัน

     อันที่จริงแล้วการที่เราสามารถสรุปเรื่องที่ผ่านไปแล้วให้จบลงได้ โดยไม่เก็บอารมณ์ขุ่นมัวใด ๆ เอาไว้กับจิต มิได้เป็นการกระทำที่ทำให้เราต้องเสียเปรียบใครอย่างที่หลาย ๆ คนคิด เพราะเหตุการณ์เหล่านั้นได้เกิดขึ้นและจบลงไปแล้ว เหมือนกับเปลวไฟที่เราเห็นด้วยตานั้น แท้ที่จริงเกิดจากเปลวไฟเปลวใหม่หลาย ๆ เปลวลุกไหม้ต่อเนื่องกันทุกวินาทีหรือทุกขณะจิต เปลวไฟที่เราเห็นนั้นเป็นเปลวไฟลูกใหม่เสมอ

     ชีวิตของเราก็เช่นกัน เราสามารถเริ่มต้นใหม่ได้ทุกขณะ ทุก ๆ วัน
     ซึ่งขึ้นอยู่กับตัวเราว่าจะสามารถทำใจยอมเริ่มต้นหรือไม่เท่านั้น.

วันอาทิตย์ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2554

เลิกรบสงบศึก


เลิกรบสงบศึก
เขียนโดย พระไพศาล วิสาโล และ รินใจ

คัดลอกจากหนังสือ “อยากจะเปลี่ยนชีวิต…ต้องเปลี่ยนวิธีคิด”
รวบรวมในหนังสือ “ความจริงเกี่ยวกับ ความรัก ความโกรธ และ ความเมตตา เล่ม ๓” 

“การมีเมตตาเป็นแรงจูงใจในการทำงาน
ช่วยให้เราทำงานได้อย่างมีความสุข
เพราะเมตตาทำให้จิตอ่อนโยน ไม่แข็งกร้าวและตึงเครียด
อีกทั้งยังช่วยลดแรงเสียดทานกับคนอื่นได้มาก”

     บ้านของสมจิตรมีแมวสองแม่ลูกมาอาศัยอยู่ ทั้งสามชีวิตอยู่ร่วมกันด้วยดี จนกระทั่งวันหนึ่ง สมจิตรตื่นขึ้นมาเห็นซากสัตว์ชิ้นเล็ก ๆ อยู่ใกล้ซอกตู้ 

     สมจิตรเดาไม่ออกว่าเป็นสัตว์อะไร เขารู้คำตอบในคืนถัดมาเมื่อตื่นกลางดึกเห็นลูกแมวกำลังขย้ำศพหนู โดยมีตัวแม่เฝ้าดูอยู่ใกล้ ๆ แม่แมวคงเบื่อให้นมลูก จึงไปล่าหนูมาเป็นอาหารของแมวน้อยแทน 

     ตอนที่เขาตื่นมาเห็นนั้น ลูกแมวแทะหัวหนูจะเหวอะถึงกะโหลกแล้ว เขากลัวว่าขืนปล่อยไป มันคงชำแหละร่างหนูและฉีกออกเป็นชิ้น ๆ อะไรจะเกิดขึ้น ถ้าซากหนูถูกปล่อยทิ้งกระจายตามซอกตู้ นึกถึงกลิ่นเหม็นที่จะต้องตลบอบอวลในอีกไม่กี่วันข้างหน้าแล้ว เขาจึงตัดสินใจแย่งหนูออกจากคมเขี้ยวของลูกแมว

     แต่ไม่ง่ายอย่างที่คิด ลูกแมวกัดขย้ำหนูแน่น ไม่ยอมปล่อย ขนาดสมจิตรเอาด้ามไม้กวาดมาช่วยงัดแงะ ก็ไม่ได้ผล แถมเจ้าแมวน้อยกลับบันดาลโทสะ ส่งเสียงขู่โดยไม่ยอมคลายคมเขี้ยว อากัปกิริยาตรงข้ามกับตอนดูดนมแม่หรือเล่นกับสมจิตร ราวกับว่าพอได้กลิ่นเลือดสัญชาตญาณป่านักล่าเนื้อก็ฟื้นกลับมา สมจิตรยิ่งแย่งยิ่งงัด ลูกแมวก็ยิ่งขย้ำและส่งเสียงคำรามดังขึ้น ราวกับจะบอกว่า “หนูของข้า ๆ ๆ” 

     ยิ่งลูกแมวขัดขืน สมจิตรก็ยิ่งฉุนเฉียว นึกถึงเศษซากที่กระจัดกระจาย และกลิ่นตลบอบอวลของซากหนูที่เน่าเหม็นแล้ว ความรู้สึกว่า “บ้านของกู ๆ” ก็ผุดทะลวงขึ้นมาในใจเต็มที่ แล้วเขาก็เตรียมเอาไม้ฟาดกระหน่ำเจ้าแมวน้อยให้ยอมแพ้

     แต่ก่อนที่เรื่องจะบานปลาย สมจิตรก็ได้คิด จะทำบาปหรือนี่ พอได้สติได้เขาก็เปลี่ยนความคิด ความรู้สึกใหม่มาแทนที่ 

     “แมวเอ๋ย ปล่อยหนูเถอะนะ อย่าทำให้บ้านเลอะเทอะเลย เราจะได้อยู่ด้วยกันอย่างสบาย” เขาพูดกับลูกแมวในใจ แล้วท่าทีเขาก็อ่อนลง

     ทีนี้ลูกแมวดูเหมือนจะฟังเขา มันคลายอาการดึงดัน แล้วสมจิตรก็ชิงหนูออกจากปากลูกแมวได้ และนำไปทิ้งในที่สุด

     สงครามย่อย ๆ เกือบจะเกิดขึ้น เพราะฝ่ายหนึ่งยึดติดว่า “หนูของกู” ขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งก็หมายมั่นว่า “บ้านของกู” 

     ใช่หรือไม่ว่า เมื่อใดก็ตามที่ความยึดติดถือมั่นว่า “กู” หรือ “ของกู” บังเกิดกับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หรือทั้งสองฝ่าย ความเป็นปฏิปักษ์ก็เกิดขึ้นทันที และง่ายที่จะลุกลามไปสู่การวิวาทและความรุนแรง

     เวลาถูกเพื่อนตักเตือน ถ้าเราเกิดความรู้สึกขึ้นมาทันทีว่า “เขาว่ากู” สิ่งที่ตามมาคือความไม่พอใจเพื่อนคนนั้น แล้วก็เลยปัดคำเตือนนั้นทิ้งไป

     แต่ถ้าเราเลือกที่จะตอบสนองไปอีกแบบหนึ่ง เช่นถามขึ้นมาในใจว่า “ที่เขาพูดนั้นจริงไหม?” นอกจากความโกรธจะไม่เกิดขึ้นแล้ว ยังได้ประโยชน์จากคำเตือนของเขา เพราะหากจริงตามที่เขาพูด ก็จะได้ไปปรับปรุงแก้ไขตนเอง

     ท่านอาจารย์พุทธทาสพูดย้ำเสมอว่า

     “ตัวกู เกิดขึ้นเมื่อไหร่ ก็ทุกข์เมื่อนั้น” 

     เพราะเมื่อมี “ตัวกู” ก็ต้องมี “ของกู” ซึ่งทำให้เกิดการยึดมั่น หวงแหน และกระทบกระทั่งกับคนที่เข้ามาขัดขวาง คุกคาม หรือไม่เอื้อเฟื้อสิ่งที่เราถือว่าเป็น “ตัวกู ของกู” 

     แม้แต่ทำบุญทอดกฐิน ถ้ายึดมั่นถือมั่นว่า นี่เป็น “กฐินของกู” ก็เตรียมตัวทุกข์ได้เลย 

     เพราะเมื่อเป็นกฐินของกู ก็จะต้องพยายามหาเงินมาให้ได้เยอะ ๆ ครั้นไม่ได้ตามเป้าก็เสียใจ ใครให้มาน้อย ก็ไม่พอใจ ใครไม่แจกซองให้ทั่วถึงก็โกรธ และจะรู้สึกเสียหน้ามากหากพบว่า กฐินของคนข้างบ้านได้เงินมากกว่า คนร่วมเยอะกว่า ใหญ่โตกว่า 

     อ้าว ก็ไม่คิดว่า นี่เป็นงานของฉัน ฉันจะทุ่มเททำงานได้อย่างไร ถ้าไม่คิดว่านี่เป็นบ้านของฉัน ฉันจะดูแลบ้านไปทำไม คุณคงสงสัยอยู่ในใจ 

     คนเราไม่จำเป็นต้องทำอะไร เพียงเพราะยึดถือว่าสิ่งนั้นเป็นของตัวเอง แต่อาจทำด้วยสาเหตุหรือแรงจูงใจอย่างอื่นก็ได้ เช่น บ้านหลังนี้ช่วยคุ้มแดดคุ้มฝนให้ฉันอยู่ได้อย่างผาสุก ฉันจึงควรดูแลรักษาเขาให้แข็งแรง รถคันนี้รับใช้ฉันอย่างดี ฉันจึงควรหมั่นตรวจดูน้ำมันเครื่องให้เขา 

     ในทำนองเดียวกัน เราสามารถทุ่มเทให้กับงานอย่างเต็มที่ ไม่ใช่เพราะถือว่าเป็นงานของฉัน แต่เพราะเห็นว่างานนี้เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นด้วย ไม่ใช่แค่เป็นประโยชน์ต่อฉันเท่านั้น 

     แรงจูงใจอย่างนี้เรียกว่า “เมตตา” คือความปรารถนาดีต่อผู้อื่น

     การมีเมตตาเป็นแรงจูงใจในการทำงาน ช่วยให้เราทำงานได้อย่างมีความสุข เพราะเมตตาทำให้จิตอ่อนโยน ไม่แข็งกร้าวและตึงเครียด อีกทั้งยังช่วยลดแรงเสียดทานกับคนอื่นได้มาก 
สงครามในที่ทำงานหรือในบ้าน

มักเกิดขึ้นเพราะ “อัตตา”
หรือความยึดมั่นใน “ตัวกู ของกู”
ถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเปลี่ยนจาก “อัตตา”
มาเป็น“เมตตา” เมื่อไร
ความสงบสุขจะเกิดขึ้น
เช่นเดียวกับที่เกิดกับสมจิตรและแมวน้อย.

เมตตา อภัย สันติ


เมตตา อภัย สันติ
เขียนโดย ปิยโสภณ

คัดลอกจากหนังสือ “เมตตา อภัย สันติ ทางแห่งสันติธรรม”
รวบรวมในหนังสือ “ความจริงเกี่ยวกับ ความรัก ความโกรธ และ ความเมตตา เล่ม ๓” 

     พระพุทธศาสนา ไม่ต่างอะไรกับยาดีที่หาได้ยาก เป็นยาที่สามารถป้องกันและเยียวยาโรคร้ายต่าง ๆ ได้ดีจริง แม้จะมีน้อย ก็จะสามารถเยียวยาโรคภัยนั้นได้จริง

     โลกของเราเวลานี้ กำลังเป็นโรคร้าย อันก่อตัวมาจากแรงกระตุ้นของราคะ โกรธ เกลียด อาฆาต พยาบาท ความลุ่มหลงในอำนาจ จำต้องอาศัยยาดีคือ เมตตา อภัย สันติ มาเยียวยา

     พระพุทธศาสนามียาดีมาให้ ด้วยหลักเมตตา อภัย สันติ พระพุทธศาสนาจะเป็นที่พึ่งอย่างยิ่งของโลกยุคนี้ เพราะเป็นหลักการที่พระพุทธองค์ตรัสสอนไว้ดีแล้ว และพระพุทธศาสนาก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วในระยะเวลา ๒๕๐๐ กว่าปีที่ผ่านมา

     พวกเราชาวพุทธต้องภูมิใจ และต้องช่วยกันสร้างเมล็ดพันธุ์แห่งเมตตา อภัย สันติ ให้เกิดขึ้นในใจ และแผ่ขยายให้โลกได้ลิ้มรส

     เมล็ดพันธุ์แห่งเมตตา อภัย สันติ นี้เป็นของสากล คือความคิดที่เป็นบวก คือความคิดชอบ พูดชอบ ทำชอบ กระทั่งกลายเป็นพลังบวก พลังบวกคือปรมาณูแห่งสันติที่ทุกคนต้องสร้างจากภายในจิตแต่ละดวง ชี้ไปที่จิตดวงอื่นไม่ได้ เมื่อทุกคนทำพร้อมกัน พลังบวกก็จะแผ่ความร่มเย็นคุ้มครองโลกได้อย่างเร็วพลัน

     พวกเราต้องช่วยกันเพาะเมล็ดพันธุ์ ลงในหุ้นส่วนทุกหมู่เหล่า กระทั่งโลกทั้งโลกมีหุ้นส่วนแห่งเมตตา อภัย สันติ ร่วมกัน

     โลกร้อนระอุ เปลวเพลิงราคะ โทสะ โมหะ โกรธ เกลียด เคียดแค้น กำลังโหมกระหน่ำซ้ำเติมโลก ยิ่งกว่าภัยจากคลื่นยักษ์สึนามิ มนุษย์กำลังพร่ำเรียกหาเมตตา อภัย สันติ คำสอนทางพระพุทธศาสนากำลังถูกยกขึ้นสู่สังคมโลก เหมือนหาน้ำมาดับไฟที่กำลังลุกไหม้

     เพราะคนขาดเมตตา ขาดการให้อภัย จึงทำให้โลกขาดสันติสุข พระพุทธศาสนาพร่ำสอนเรื่องเหล่านี้มานานกว่า ๒๕๐๐ ปีแล้ว จึงถือว่า เป็นโอกาสสำคัญของชาวพุทธที่จะหันมาช่วยกันกอบกู้โลกคราววิกฤต

     พระพุทธศาสนากำลังกลายเป็นศาสนาที่โลกหวังพึ่ง เพราะคำสอนทุกบรรทัดล้วนแต่สอนให้คนยุติการเบียดเบียน มิใช่ยุติการเบียดเบียนคนอื่นเท่านั้น แม้เป็นการเบียดเบียนตนเองก็ต้องยุติด้วย

     พระพุทธองค์ทรงสอนให้มองศัตรูภายใน คืออำนาจแห่งราคะ โทสะ โมหะ คือศัตรูตัวฉกาจที่สุด และซ่อนตัวอยู่ในใจเราเอง

     การมองคนอื่นเป็นศัตรู คือการสร้างความเดือดร้อนทั้งเราและเขา เพราะผู้ถูกกล่าวหาก็จะกล่าวหาเราตอบ ผู้ถูกทำร้ายก็จะหาทางแก้แค้นตอบโต้ แต่ถ้ามองเห็นศัตรูภายในตัวเราได้ ทุกอย่างก็จบ ไม่ต้องไปกล่าวหาใครให้เกิดศึกสงคราม

     สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตรัสสอนตรงกันข้าม คือทรงสอนให้คนเราเสียสละ ความสุขของเราอยู่ที่ทำให้คนอื่นมีความสุขมากกว่าตน การคิดเช่นนี้ เรียกว่าคิดบวก มนุษย์เราต้องจับผิดตัวเราเอง ส่วนคนอื่นให้จับถูก มองค้นหาผิดให้มองเข้าหาตน แต่ถ้าจะมองไปที่คนอื่น ต้องค้นหาถูกของเขาให้พบ

     ด้วยเหตุนี้ คำสอนของพระพุทธองค์ จึงเป็นแสงสว่างของโลก เพราะเป็นคำสอนที่เน้นให้คนมองบวก มองดี ยุติการมองร้ายซึ่งกันและกัน พระพุทธศาสนา จึงเป็นศาสนาที่โลกหวังพึ่ง เป็นคำสอนที่จะสามารถยุติการเข่นฆ่าพยาบาทเบียดเบียนกันได้จริง

     พระพุทธองค์ทรงผลิตธรรมาวุธไว้ช่วยโลกนานแล้ว วันนี้เมตตา อภัย สันติ จะเกิดขึ้นไม่ได้ หากโลกไม่สามารถทดแทนศาสตรวุธด้วยธรรมาวุธ ไม่ทดแทนมิจฉาทิฏฐิด้วยสัมมาทิฏฐิ ไม่เปลี่ยนพลังลบให้เป็นพลังบวก

     พระพุทธองค์ ไม่ได้สอนให้ศาสนิกชนทำชั่วเพื่อบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ไม่ได้สอนเรื่องอ้อนวอนบวงสรวงส่งส่วยบูชายัญประหัตประหารชีวิตกัน เพื่อประจบสอพลอขอพรต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หากแต่สอนว่า ใครทำชั่ว ผู้นั้นจะต้องได้รับผลชั่วนั้นด้วยตัวเขาเอง ใครทำดี พูดดี คิดดี ผลความดีที่ทำก็จะเผล็ดผลต่อเขาเองเช่นกัน ไม่มีใครจะลงมาไถ่บาปกรรมนั้นจากเขาได้ ไม่มีอำนาจดลบันดาลอื่นใดที่จะกลับดำให้เป็นขาวได้ แต่ที่ทำมามนุษย์ล้วนแอบอ้างสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งสิ้น

     เมื่อมองไปรอบด้านแล้ว ก็เห็นชัดว่า คำสอนในพระพุทธศาสนาที่สอนเรื่องเมตตา อภัย สันติ นี่เอง คือทางรอดของโลก ปราศจากเมตตาต่อกัน ให้อภัยกัน โลกจะร่มเย็นได้อย่างไร

     ประวัติศาสตร์ของพระพุทธศาสนา ยืนยันหลักการทั้ง ๓ นี้ได้เป็นอย่างดี เพราะไม่มีการเข่นฆ่ากันในนามศาสนา ไม่มีศึกสงครามในนามองค์กร ชาวพุทธยอมแพ้เพื่อให้เรื่องสงบ ไม่มีการเบียดเบียนใดที่เกิดขึ้นในนามของพระพุทธเจ้า ไม่มีการทำศึกสงครามใด ๆ ในนามสิ่งศักดิ์สิทธิ์

     ถ้าจะทำศึกสงคราม พระพุทธเจ้าให้ต่อสู้กับตนเอง ให้มองเข้ามาข้างใน หาข้อบกพร่องของตนเอง จับผิดตนเองให้ได้ แล้วแก้ไขตัวเองให้เรียบร้อย แต่ถ้าจะมองออกข้างนอก หรือมองไปที่คนอื่น ให้มองเป็นเมตตา มองแล้วให้อภัยกัน ให้เกิดสันติสุข หาทาง “จับถูก” แทนการ “จับผิด”

     เมื่อใดมองออก พร้อมจิตที่ขาดเมตตา อภัย และสันติ เมื่อนั้นเราจะพบแต่ความผิดของคนอื่น ศึกสงครามและศัตรู ยืนรอเราอยู่รอบด้าน เปลวเพลิงโทสะพยาบาทเบียดเบียน ก็จะลุกโชนขึ้นไม่สิ้นสุด ด้วยเหตุนี้ พระพุทธศาสนา จึงเป็นเส้นทางสายไหมของโลกยุคใหม่ เส้นทางสายที่ไร้การเข่นฆ่าเบียดเบียน สายพอดีพอเพียง สายที่มองบวก จับถูก เมตตา อภัย สันติ ทางสายนี้ มิใช่รักษามวลมนุษย์ให้รอดเท่านั้น หากแต่สามารถรักษาโลกกลม ๆ ใบนี้ให้ปลอดภัยได้โดยไม่ต้องสงสัย.

เมล็ดพันธุ์ของความรัก



เมล็ดพันธุ์ของความรัก
เมล็ดพันธุ์ของความรัก

“การเรียนรู้ที่จะทำให้คนหนึ่งๆมีความสุข

ถ้าเราทำได้ก็เท่ากับเราได้เรียนรู้ที่จะแสดงความรัก

ของเราที่มีต่อมวลมนุษย์ และสรรพสิ่งๆทั้งหลาย”

เราทุกคนล้วนมีเมล็ดพันธุ์ของความรักอยู่ในตัว

เราสามารถพัฒนาพลังอันน่าอัศจรรย์นี้ได้

บ่มเพาะความรักที่ไม่มีเงื่อนไขนี้ ขนาดที่ไม่ต้องคาดหวังผลตอบแทน

หากเราเข้าใจใครสักคนดีพอแล้ว..ถึงคนๆนั้นจะทำร้ายเรา

เราก็ยังคงรักเขาอยู่ องค์ศากยมุนีตรัสว่า

พระพุทธเจ้าในภายภาคหน้าจะมีพระนามว่า

“เมตไตรย” หรือ “พระพุทธเจ้าแห่งความรัก”

โดย ท่านติช นัท ฮันต์

เมตตาภาวนา


เมตตาภาวนา
เขียนโดย พระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก

คัดลอกจากหนังสือ “อานาปานสติ : วิถีแห่งความสุข ๑ ชีวิตทั้งหมดให้อยู่ด้วยอานาปานสติ”
รวบรวมในหนังสือ “ความจริงเกี่ยวกับ ความรัก ความโกรธ และ ความเมตตา เล่ม ๓” 

อานิสงส์ของการเจริญเมตตาภาวนา 
๑. หลับเป็นสุข 
๒. ตื่นเป็นสุข 
๓. ไม่ฝันร้าย 
๔. อมนุษย์รักใคร่ 
๕. มนุษย์ทั้งหลายรักใคร่ 
๖. เทวดาทั้งหลายย่อมคุ้มครอง 
๗. ไฟ ศาสตราวุธ ยาพิษ ไม่อาจกล้ำกราย 
๘. ผิวหน้าย่อมผ่องใส 
๙. จิตย่อมตั้งมั่นเป็นสมาธิเร็ว 
๑๐. เมื่อตายเป็นผู้ไม่หลง 
๑๑. เมื่อจากโลกนี้ไป ก็ไปบังเกิดในพรหมโลก 

     เมื่อเจริญเมตตาภาวนาบ่อยๆ จะมีอานิสงส์ช่วยระงับความโกรธได้ 

     ให้เจริญเมตตาให้กับตัวเองก่อนโดยอาศัยสติ สมาธิ และปัญญา ให้พยายามรักษาใจให้สงบนิ่ง กำหนดรู้ลมหายใจออก ลมหายใจเข้า พักหนึ่ง 

"การแผ่เมตตาให้กับตัวเอง" 
     อะหังสุขิโตโหมิ ขอให้ข้าพเจ้าจงเป็นผู้ถึงสุข 
     ยกขึ้นมาพิจารณาทุกครั้งที่รู้ลมหายใจเข้า ลมหายใจออก 

     ความสุขอยู่ที่ไหน ความสุขไม่ใช่อยู่ที่อารมณ์โกรธ หรือเมื่อเราได้โกรธคนอื่น เราโกรธเขา เขาก็เป็นทุกข์เหมือนเรา หรือทุกข์มากกว่าเรานั่นแหละ เขาก็กำลังแก่ กำลังเจ็บไข้ ป่วย กำลังจะตาย เหมือนเรานั่นแหละ 

     เขาก็กำลังประสบกับความเสื่อมลาภ เสื่อมยศ นินทา ทุกข์ เหมือนกับเรา เพราะ ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข ล้วนแต่เกิดขึ้นแล้วดับไปในที่สุด ไม่แน่นอน ไม่คงอยู่ได้ 

     ความสุขอยู่ที่การปล่อยวางสิ่งภายนอก และสัญญาอารมณ์ต่างๆ ระลึกรู้ลมหายใจออก ลมหายใจเข้าถอนจิต ถอนอุปาทานจากอารมณ์โกรธ น้อมเข้ามา ๆ ให้จิตพักอาศัยอยู่ที่ลมหายใจ 

     "เอาลมหายใจเป็นกัลยาณมิตร" 
     หายใจออกยาว ๆ สบาย ๆ      หายใจเข้าช้า ๆ ลึก ๆ หน่อย 
     หายใจออกยาว ๆ สบาย ๆ      หายใจเข้า สบาย ๆ ภาวนาว่า 
     ขอให้ข้าพเจ้าจงเป็นผู้ถึงสุข    หายใจเข้า 
     หายใจออก สบาย ๆ              แล้วพิจารณาต่อว่า 

     นิททุกโข โหมิ ขอให้ข้าพเจ้าจงเป็นผู้ไร้ทุกข์ 

     ความชั่วร้ายของเขา เป็นของเขา ไม่ใช่ของเรา เราไม่ต้องไปคิด ไปเกาะติดยึดมั่นถือมั่น แบกเอาไว้ 

     ความชั่วของใครก็เป็นของร้อนเป็นทุกข์ทั้งนั้น เราไปยึดติดเมื่อไร ก็เดือดร้อน เป็นทุกข์เมื่อนั้น

     ถึงแม้ว่า เขาผิดจริงก็ตาม ผู้มีปัญญา ผู้หวังความสุข ไม่เอามาคิดเป็นอารมณ์ ให้ระวัง ๆ แล้วพิจารณาต่อว่า 

     อะเวโรโหมิ ขอให้ข้าพเจ้าจงเป็นผู้ไม่มีเวร 

     ตรวจตราดูความรู้สึกภายในใจตัวเอง หรือสังเกตดูความนึกคิดของเรา ว่ามีเวรหรือไม่ 

     จองเวรเขา ก็เหมือนจองเวรตัวเอง ทำให้จิตเศร้าหมอง 

     “เวรไม่ระงับด้วยการจองเวร เวรระงับด้วยการไม่จองเวร” 

     ถ้าเราต้องการความสุข เราต้องเป็นผู้ไม่มีเวร ให้ระงับความรู้สึก นึกคิดจองเวรใคร ๆ ออกไปจากภายในใจของเรา ให้อภัย อโหสิกรรมแก่ทุกคน

     ทุกครั้งที่ลมหายใจออก ลมหายใจเข้า ชำระความรู้สึก ความนึกคิดจองเวรให้หมดไป ๆ

     เอาลมหายใจเป็นกัลยาณมิตร หายใจออก หายใจเข้า สบาย ๆ แล้วพิจารณาต่อ 

     อัพยาปัชโฌโหมิ ขอให้ข้าพเจ้าจงเป็นผู้ไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกัน

     ตรวจตราภายในใจดูว่า มีความรู้สึกนึกคิดเบียดเบียนใครหรือไม่ ถ้าเขาคิดอย่างนี้กับเรา พูดอย่างนี้กับเรา ทำอย่างนี้กับเรา เราจะรู้สึกอย่างไร ถ้าเราไม่สบายใจ เราก็ไม่น่าคิดกับเขาอย่างนั้น รักษาใจ ไม่ให้หวั่นไหวต่ออารมณ์พอใจ และไม่พอใจที่มากระทบ 

     จงสร้างเกาะไว้เป็นที่พึ่งด้วย สติ สัมปชัญญะ ปัญญา สมาธิ หิริโอตตัปปะ และขันติ คือความอดทน รวมกันไว้ที่ลมหายใจออก ลมหายใจเข้า ไม่ให้เกิดทุกข์ ไม่ให้มีทุกข์ ไม่ให้เบียดเบียนใคร ทุกลมหายใจออก ลมหายใจเข้า

     สุขีอัตตานัง ปะริหะรามิ จงรักษาตนอยู่เป็นสุขเถิด 
     ให้ระลึกถึงปีติสุขทุกลมหายใจออก ลมหายใจเข้า เรื่อย ๆ ๆ ๆ 
     รู้เฉพาะปีติสุข หายใจออก รู้เฉพาะปีติสุข หายใจเข้า
     ให้หัวใจของเรานี้เต็มไปด้วยปีติสุข แล้วแผ่ความสุขออกไป ๆ ๆ ๆ 

     การแผ่เมตตานี้ ต้องแผ่เมตตาให้แก่ตัวเองก่อน จนให้เกิดความสุขใจ

     การจะให้เกิดความสุขใจนั้นต้องอาศัย สมาธิ และ ปัญญาสนับสนุนกัน ด้วยอำนาจสมาธิ จิตสามารถยังปีติสุขให้เกิดได้ และต้องใช้ปัญญาเห็นโทษของการคิดผิด คิดเบียดเบียน ฯลฯ ให้ระงับความคิดเหล่านั้นด้วยสติปัญญา จึงจะเกิดเมตตาได้ 

"การแผ่เมตตาให้สรรพสัตว์" 
     สัพเพ สัตตา สุขิตา โหนตุ 
     ขอให้สัตว์ทั้งหลายทั้งปวงจงเป็นผู้ถึงความสุข 

     เมื่อใจเรามีความสุข มีเมตตา มีความรู้สึกรักใคร่ ปรารถนาดี มีความรักที่บริสุทธิ์ ให้แผ่ความรัก ความเมตตาที่บริสุทธิ์กระจายออกไปจากหัวใจของเราไปยังสรรพสัตว์ 

     วิธีแผ่เมตตา มี ๒ วิธี คือ 
     วิธีที่ ๑. อาศัยนิมิต
     วิธีที่ ๒. ไม่มีนิมิต 

     "อาศัยนิมิต" เมื่อใจเราเต็มไปด้วยความสุขแล้ว ขณะที่ลมหายใจออก ลมหายใจเข้า ให้นึกมโนภาพถึงคนที่เราตั้งใจจะแผ่เมตตาไปให้ไว้เฉพาะหน้า หรือไว้ที่หัวใจ นึกมโนภาพ ใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส กำลังมีความสุขของเขา และส่งกระแสเมตตาจิตไป ทุกลมหายใจออก ลมหายใจเข้า
     
     เริ่มต้นจากคนใกล้ชิดตัวเราที่รักกันอยู่ก่อน เช่น พ่อ แม่ ลูก ภรรยา เพื่อนรัก เพื่อนร่วมงาน เป็นต้น ต่อไปก็คนที่เป็นกลาง ๆ ไม่รัก ไม่ชัง ค่อย ๆ แผ่ไป ๆ ทีละคน ทีละกลุ่ม 

     ต่อไปก็ถึงคนที่เรากำลังมีปัญหาอยู่กับเขา ตั้งใจ หวังดีต่อเขา ปรารถนาดีต่อเขา ขอให้เขาจงมีความสุขเถิด ขอให้ไม่มีเวรซึ่งกันและกันเถิด ขอให้เราอย่าเบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย 

     "ไม่มีนิมิต" เมื่อเราพร้อมแล้ว เรามีปีติและสุข ทุกลมหายใจออก ลมหายใจเข้าแล้ว สัพเพสัตตา สุขิตาโหนตุ ขอสัตว์ทั้งหลายทั้งปวง จงเป็นผู้ถึงความสุข พยายามทำความรู้สึกที่ดี ความปรารถนาดี ความรักที่บริสุทธิ์ แผ่ออกไป รอบ ๆ ตัวเรา ทุกลมหายใจเข้า ลมหายใจออก 

     พยายามนึกไปกว้าง ๆ ไกล ๆ คลุมไปทั่วโลก ทั่วจักรวาล มีแต่ความสุข ทุกลมหายใจออก – เข้า สัพเพ สัตตา สุขิตา โหนตุ หายใจออกเต็มไปด้วยความสุข หายใจเข้าเต็มไปด้วยความสุข 

     กามวิตก พยาบาทวิตก หิงสาวิตก เป็นศัตรูต่อการเกิดเมตตาจิต เมื่อใจเรามีเมตตา จิตใจก็จะสงบ มีความสุข ไม่ต้องคิดเรียกร้องความเห็นอกเห็นใจ ความเข้าใจ ความรัก จากใครอีกต่อไป พ่อแม่ไม่รักเรา ลูกหลานไม่รักเรา สามีภรรยาไม่รักเรา ปัญหาเหล่านี้ก็หมดไป เพราะหัวใจของเราเต็มไปด้วยความสุขและความรัก เรามีแต่ให้ ๆ ๆ ๆ ๆ 

"พรหมวิหาร ๔" 

     คือ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา เป็นธรรมประจำใจของผู้ใหญ่ 
    
         "เมตตา" คือ ความรักใคร่ ปรารถนาดีต่อผู้อื่นและตัวเอง ใครที่อดอยาก ทุกข์ยากลำบาก ด้อยกว่าเรา เราอยากให้เขามีความสุขด้วยการให้ทาน ช่วยเหลือสงเคราะห์เขา เมื่อเขามีความสุขเราก็มีความสุขด้วย แม้แต่สัตว์เดรัจฉาน เช่น หมา แมว กำลังอด ๆ หิวข้าวอยู่ เราก็ให้อาหาร เขาก็มีความสุขในการกิน เราก็มีความสุข แต่ก็ต้องระวังเหมือนกัน ถ้าเราตามใจลูกหลาน เขาอาจพอใจ แต่เสียนิสัยก็เป็นได้ ต้องระวัง 

     พรหมวิหาร มี ๔ ข้อ แต่ต้องเจริญเมตตาก่อน ไม่มีเมตตา กรุณามีไม่ได้ 
     ไม่มีกรุณา มุทิตา อุเบกขาก็มีไม่ได้ การเจริญเมตตาง่ายกว่าข้ออื่นทุกข้อ 

   "กรุณา" คือ มีจิตใจสงสาร อยากให้เขาพ้นทุกข์ เป็นจิตที่สูงกว่า และยากกว่าเมตตา เป็นความปรารถนาให้เขาพ้นทุกข์ รู้จักผิดถูก เมื่อเขาทำผิดต้องชี้แจง แนะนำ สั่งสอน เพื่อให้เขาละความชั่ว ความผิด แก้ไขตัวเอง อันนี้เราต้องมีจิตใจกล้าหาญ ถ้าใจดีแต่ใจอ่อนก็ทำไม่ได้ เพราะเราเจตนาดีแต่เขาอาจจะไม่พอใจ อาจจะกระทบกระเทือนใจเขา เขาอาจจะโกรธเรา พ่อแม่ที่เมตตารักลูกก็มีแยะ แต่คนที่มีกรุณาก็น้อย เพราะต้องดุ ต้องว่า ต้องสอน บางทีก็ต้องลงโทษด้วย นี่เป็นกรุณา 

      "มุทิตา" คือ พลอยยินดีเมื่อเขาได้ดีมีความสุข ทำจิตยากกว่ากรุณาอีก เขาได้ดีกว่าเรา เราไม่อิจฉา ยินดีมีความสุขกับเขาด้วย เช่น เพื่อนรุ่นเดียวกับเรา เรียนเก่งกว่าเรา หล่อกว่าเรา รวยกว่าเรา ตำแหน่งก็ได้สูงกว่าเรา ภรรยาของเขาสวยกว่าภรรยาเรา เรารู้สึกว่าเขาดีกว่าเรา มีความสุขกว่าเรา อะไร ๆ ก็ดีกว่าเราทุกอย่าง (จริง ๆ แล้วไม่แน่) แต่เรายินดีกับเขาด้วย อันนี้เป็นมุทิตาจิต 

     มุทิตาจิตนี้ละเอียด ทำยาก ขนาดพระ ครูบาอาจารย์ ที่มีเมตตา กรุณามาก แต่มุทิตาจิตนี้ก็มียาก มุทิตาจิต เป็นจิตที่ไม่อิจฉา สูงกว่ากรุณา และทำยากกว่า 

      "อุเบกขา" วางเฉยนี้ยิ่งยากกว่ามุทิตาจิตอีก อะไรจะเกิด ใครจะนินทาก็ไม่หวั่นไหว รักษาใจเป็นกลาง เฉย ๆ ต้องเข้าใจกฎแห่งกรรม ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปตามกรรม ต้องเข้าใจเรื่องเหตุผลและเหตุปัจจัย ต้องมีปัญญา จึงจะเกิดอุเบกขาได้ 

    อุเบกขา ต้องประกอบด้วย เมตตา กรุณา มุทิตา จึงจะเป็นอุเบกขาจริง ๆ. 

รักของพ่อแม่ ทั้งรักแท้ และ รักยั่งยืน


รักของพ่อแม่ ทั้งรักแท้ และ รักยั่งยืน
เขียนโดย พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต)

คัดลอกจากหนังสือ “มองธรรมถูกทาง มีสุขทุกที่”
รวบรวมในหนังสือ “ความจริงเกี่ยวกับ ความรัก ความโกรธ และ ความเมตตา เล่ม ๓” 

     ลูกทุกคนคงเห็นชัดว่า ที่คุณพ่อคุณแม่ทำทุกอย่างให้แก่ลูกนั้น ก็ทำด้วยความรัก เราจึงควรรู้จักความรักของคุณพ่อคุณแม่ให้ดีสักหน่อย 

     เริ่มแรก รู้จักกันไว้ก่อนว่า ความรักนั้น ถ้าแยกตามหลักธรรม ก็แบ่งง่าย ๆ ว่ามี ๒ แบบ 

     ความรักแบบที่ ๑ คือ ความชอบใจอยากได้เขามาสนองความต้องการของเรา เพื่อให้ตัวเรามีความสุข ความชอบใจที่จะเอามาบำเรอความสุขของเรา ชอบใจคนนั้นสิ่งนั้นเพราะจะมาสนองความต้องการเป็นเครื่องบำรุงบำเรอเรา ทำให้เรามีความสุขได้ ความรักแบบนี้มีมากมายทั่วไป

     ความรักแบบที่ ๒ คือ ความอยากให้เขามีความสุข ความต้องการให้คนอื่นมีความสุข หรือความปรารถนาให้คนอื่นอยู่ดีมีความสุข ความรักของพ่อแม่เป็นแบบที่ ๒ นี้ คือ อยากให้ลูกมีความสุข 

     ความรัก ๒ แบบนี้ แทบจะตรงข้ามกันเลย 

     แบบที่ ๑ อยากได้เขามาบำเรอความสุขของเรา (จะหาความสุขจากเขา หรือเอาเขามาทำให้เราเป็นสุข) แต่แบบที่ ๒ อยากให้เขาเป็นสุข (จะให้ความสุขแก่เขา หรือทำให้เขาเป็นสุข) 

     ความรักที่หนุ่มสาวมักพูดกัน คือแบบที่ ๑

     แต่ในครอบครัว มีความรักอีกแบบหนึ่งให้เห็น คือ ความรักระหว่างพ่อแม่กับลูก โดยเฉพาะความรักของพ่อแม่ต่อลูก คือความอยากให้ลูกเป็นสุข 

     ความรักชอบใจ อยากได้เขามาบำเรอความสุขของเรา ก็คือ ราคะ

     ส่วนความรักที่อยากให้เขาเป็นสุข ท่านเรียกว่า เมตตา 

     ความรัก ๒ แบบนี้ มีลักษณะต่างกัน และมีผลต่างกันด้วย อะไรจะตามมาจากความรักทั้ง ๒ แบบนี้ 

     ถ้าความรักแบบที่ ๑ ก็ต้องการได้ ต้องการเอาเพื่อตนเอง เมื่อทุกคนต่างคนต่างอยากได้ ความรักประเภทนี้ ก็จะนำมาซึ่งปัญหา คือ ความเห็นแก่ตัว และการเบียดเบียนแย่งชิงซึ่งกันและกัน 

     ส่วนความรักแบบที่ ๒ อยากให้ผู้อื่นเป็นสุข เมื่ออยากให้ผู้อื่นเป็นสุข ก็พยายามทำให้เขาเป็นสุข เหมือนพ่อแม่รักลูก ก็พยายามทำให้ลูกเป็นสุข และเมื่อทำให้ลูกเป็นสุขได้ ตัวเองก็เป็นสุขด้วย 

     ความรักแบบที่หนึ่ง เป็นความต้องการที่จะหาความสุขให้ตนเอง พอเขามีความทุกข์ลำบากเดือดร้อน หรืออยู่ในสภาพที่ไม่สามารถสนองความต้องการของเราได้ เราก็เบื่อหน่าย รังเกียจ 

     แต่ความรักแบบที่สอง ต้องการให้เขามีความสุข พอเขามีความทุกข์เดือดร้อน เราก็สงสาร อยากจะช่วยปลดเปลื้องความทุกข์ ให้เขาพ้นจากความลำบากเดือดร้อนนั้น 

     ความรักแบบที่หนึ่งนั้น ต้องได้จึงจะเป็นสุข ซึ่งเป็นธรรมดาของปุถุชนทั่วไป ที่ว่า เมื่อเอาเมื่อได้ จึงมีความสุข แต่ถ้าต้องให้ต้องเสีย ก็เป็นทุกข์ 

     วิถีของปุถุชนนี้ จะทำให้ไม่สามารถพัฒนาในเรื่องคุณธรรม เพราะว่าถ้าการให้เป็นทุกข์เสียแล้ว คุณธรรมก็มาไม่ได้ มนุษย์จะต้องเบียดเบียนกัน แก้ปัญหาสังคมไม่ได้ 

     แต่ถ้าเมื่อไร เราสามารถมีความสุขจากการให้ เมื่อไรการให้กลายเป็นความสุข เมื่อนั้นปัญหาสังคมก็จะน้อยลงไป หรือแก้ไขได้ทันที เพราะมนุษย์จะเกื้อกูลกัน 

     ตามปกติ การให้คือการสละหรือยอมเสียไป ซึ่งมักต้องฝืนใจ จึงเป็นความทุกข์ จึงมาสร้างความเปลี่ยนแปลงใหม่ ทำให้การให้กลายเป็นความสุข

     ความรักแบบที่สอง ที่ทำให้คนมีความสุขจากการให้ จึงเป็นความรักที่สร้างสรรค์และแก้ปัญหา 

     เมื่อมนุษย์มีความสุขจากการให้ จะเป็นความสุขทั้งสองฝ่าย สุขด้วยกัน คือ ผู้ให้ก็สุขเมื่อเห็นเขามีความสุข ส่วนผู้ได้รับก็มีความสุขจากการได้รับอยู่แล้ว สองฝ่ายสุขด้วยกัน จึงเป็นความสุขแบบประสาน 

     ความสุขแบบนี้ดีแก่ชีวิตของตนเองด้วย คือ ตนเองมีทางได้ความสุขเพิ่มขึ้น แล้วก็ดีต่อสังคม เพราะเป็นการเกื้อกูลกัน ช่วยให้เพื่อนมนุษย์มีความสุข ทำให้อยู่ร่วมกันด้วยดี 

     ความรักของพ่อแม่คือ อยากเห็นลูกมีความสุข และอยากทำให้ลูกเป็นสุข แล้วก็มีความสุขเมื่อเห็นลูกเป็นสุข 

     เมื่ออยากเห็นลูกมีความสุข พ่อแม่ก็พยายามทำทุกอย่างให้ลูกมีความสุข วิธีสำคัญอย่างหนึ่งที่จะทำให้ลูกมีความสุข ก็คือการให้แก่ลูก เพราะฉะนั้น พ่อแม่ก็จะมีความสุขในการให้แก่ลูก เพราะการให้นั้นเป็นการทำให้ลูกมีความสุข 

     ในขณะที่คนทั่วไปต้องได้จึงจะมีความสุข แต่พ่อแม่ให้ลูกก็มีความสุข บางทีตัวเองต้องลำบากเดือดร้อน แต่พอเห็นลูกมีความสุข ก็มีความสุข ในทางตรงข้าม ถ้าเห็นลูกไม่สบายหรือตกทุกข์ลำบาก พ่อแม่ก็พลอยทุกข์ หาทางแก้ไข ไม่มีความรังเกียจ ไม่มีความเบื่อหน่าย แล้วยังทนทุกข์ทนลำบากเพื่อลูกได้ด้วย 

     รักของพ่อแม่นี้เป็นรักแท้ที่ยั่งยืน ลูกจะขึ้นสูง ลงต่ำ ดี ร้าย พ่อแม่ก็รัก ตัดลูกไม่ขาด ลูกจะไปไหนห่างไกล ยาวนานเท่าใด จะเกิดเหตุการณ์ผันแปรอย่างไร แม้แต่จะถูกคนทั้งโลกเกลียดชัง ไม่มีใครเอาด้วยแล้ว พ่อแม่ผู้ให้กำเนิด ก็ยังเป็นอ้อมอกสุดท้ายที่จะโอบกอดลูกไว้.

ความรักหรือไมตรี


ความรักหรือไมตรี
เขียนโดย ติช นัท ฮันห์

คัดลอกจากหนังสือ “เมตตาภาวนา : คำสอนว่าด้วยความรัก”
รวบรวมในหนังสือ “ความจริงเกี่ยวกับ ความรัก ความโกรธ และ ความเมตตา เล่ม ๓” 

     แง่มุมแรกของเรื่องความรักที่แท้ก็คือการมีไมตรี หรือความตั้งใจและความปรารถนาที่จะให้ผู้อื่นเบิกบาน เป็นสุข ในการสร้างเสริมไมตรีขึ้นนั้น เราจะต้องฝึกการเฝ้าดูและการฟังอย่างตั้งใจ จะได้รู้ว่าอะไรที่ควรทำและไม่ควรทำ เพื่อให้คนอื่นมีความสุข ถ้าเธอมอบของบางอย่างให้แก่คนรัก ทั้ง ๆ ที่เขาไม่ต้องการมัน ก็ไม่นับเป็นไมตรี เธอจะต้องแลให้เห็นถึงสภาพการณ์จริง ๆ ของคนผู้นั้นด้วย ไม่เช่นนั้นแล้วสิ่งที่มอบให้ไป จะทำให้เขาเป็นทุกข์

     ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีผู้คนจำนวนมากที่ชอบกินทุเรียน ถึงขั้นเรียกได้ว่าติดกันงอมแงมเลยทีเดียว กลิ่นของมันแรงจัด บางคนพอกินเสร็จถึงกับเอาเปลือกของมันไปวางไว้ใต้เตียงเพื่อสูดกลิ่นต่อ สำหรับตัวข้าพเจ้าเองไม่ถูกกับกลิ่นทุเรียนเอาเสียเลย วันหนึ่งขณะข้าพเจ้ากำลังสวดมนต์อยู่ในวัดที่เวียดนามนั้น ได้มีทุเรียนลูกหนึ่งวางถวายอยู่บนหิ้งพระ ข้าพเจ้าพยายามสวดสัทธรรมปุณฑริกสูตรพร้อมกับเคาะไม้บักฮื้อสั่นระฆังใบใหญ่ แต่ก็ไม่อาจกำหนดจิตจดจ่อไปได้ตลอด ในที่สุดต้องเอาระฆังไปคว่ำปิดลูกทุเรียนบนหิ้งเสีย จึงจะสวดมนต์ต่อได้ พอสวดเสร็จ ข้าพเจ้าก็ก้มคำนับพระพุทธรูปแล้วหยิบระฆังออก ถ้าเธอพูดกับข้าพเจ้าว่า “กระผมรักท่านมากครับ อยากให้ท่านทานทุเรียนดูสักหน่อย” ข้าพเจ้าก็คงจะเป็นทุกข์ เธอรักและอยากให้ข้าพเจ้ามีความสุข ทว่ากลับบังคับให้กินทุเรียน นั่นเป็นตัวอย่างของความรักที่ปราศจากความเข้าใจ ความตั้งใจของเธอดี แต่ขาดความเข้าใจที่ถูกต้อง

     ความรักที่ขาดความเข้าใจนั้นไม่ใช่ความรักที่แท้ เธอต้องมองลึกลงไปให้เห็นและเข้าใจถึงความต้องการ ความปรารถนา ตลอดจนความทุกข์ทรมานของคนที่เธอรัก เราทุกคนต่างก็ต้องการความรัก ความรักทำให้เราเบิกบานและอยู่ดีมีสุข ก็เหมือนกับอากาศนั่นแหละ เราได้รับความรักจากอากาศ เราต้องการอากาศบริสุทธิ์เพื่อความแช่มชื่น เราได้รับความรักจากต้นไม้ เราต้องการต้นไม้เพื่อจะได้มีสุขภาพแข็งแรง ทว่าการจะได้รับความรักนั้น เราจะต้องรู้จักรัก ซึ่งหมายถึงว่าเราต้องเข้าใจเสียก่อน ความรักของเราจึงสืบเนื่องต่อไปได้ เราจำเป็นต้องกระทำการหรือต้องงดเว้นไม่กระทำบางสิ่งเพื่อปกป้องอากาศ ต้นไม้ และคนรักของเรา

     ไมตรีอาจแปลเป็น “ความรัก” หรือ “ความเมตตา” ก็ได้ ธรรมาจารย์บางท่านชอบใช้คำว่า “เมตตา” มากกว่า เพราะเห็นคำว่า “ความรัก” นั้นล่อแหลมเกินไป แต่ตัวข้าพเจ้าชอบใช้คำว่าความรัก บางทีถ้อยคำอาจจะทำให้สับสน ทว่าเราก็ต้องแก้ไข เรามักใช้คำว่าความรักในนิยามของความใคร่หรือความปรารถนา อย่างเช่น “ฉันชอบแฮมเบอร์เกอร์” แต่เราจะต้องระมัดระวังในการใช้ภาษาให้มากขึ้น “ความรัก” ถือเป็นถ้อยคำงดงาม เราควรจะคงความหมายของมันเอาไว้ ส่วนคำว่า “ไมตรี” นั้นมีรากศัพท์มาจากคำว่ามิตรหรือเพื่อน ดังนั้นความหมายดั้งเดิมของความรักในทางพุทธศาสนาก็คือมิตรภาพ

     เราทุกคนล้วนมีเมล็ดพันธุ์ของความรักอยู่ในตัว เราสามารถพัฒนาพลังอันน่าอัศจรรย์นี้ บ่มเพาะความรักที่ไม่มีเงื่อนไข ชนิดที่ไม่ต้องคาดหวังว่าจะได้อะไรตอบแทน หากเราเข้าใจใครสักคนดีพอแล้ว ถึงคน ๆ นั้นจะทำร้ายเรา เราก็จะยังคงรักคนผู้นั้นอยู่ องค์ศากยมุนีพุทธทรงตรัสว่า พระพุทธเจ้าในภายภาคหน้าจะมีพระนามว่า เมตไตรย หรือพระพุทธเจ้าแห่งความรัก

"กรุณา"

     แง่มุมต่อมาของความรักที่แท้ก็คือ กรุณา หรือความตั้งใจและปรารถนาอยากให้ผู้อื่นพ้นทุกข์ เศร้าเสียใจน้อยลง แต่เราก็ไม่จำเป็นต้องทนทุกข์เพื่อช่วยขจัดทุกข์ไปจากผู้อื่น ตัวอย่างเช่น หมอสามารถเยียวยาความเจ็บปวดของคนไข้ได้โดยไม่ต้องเจ็บป่วยด้วยโรคเดียวกัน เพราะถ้าเราเป็นทุกข์มากจนเกินไป เราก็อาจจะย่ำแย่ จนไม่อาจช่วยเหลือผู้ใดได้ 

     การจะสร้างความกรุณาขึ้นในตัว เราจำเป็นจะต้องฝึกหายใจอย่างมีสติ ตั้งใจในการฟังและเฝ้าดูอย่างจดจ่อ ในสัทธรรมปุณฑริกสูตรได้ อธิบายว่า อวโลกิเตศวรคือพระโพธิสัตว์ผู้บำเพ็ญเพียร “ทรงเฝ้ามองด้วยสายพระเนตรแห่งความกรุณา และตั้งใจสดับฟังเสียงร่ำไห้คร่ำครวญของสรรพสัตว์” ความกรุณานั้นเปี่ยมไปด้วยความห่วงใยอย่างจริงจัง เธอรู้ว่าคนอื่นกำลังเป็นทุกข์อยู่ จึงเข้าไปนั่งใกล้ ๆ ตั้งใจเฝ้ามองและสดับฟัง เพื่อจะได้สัมผัสกับความเจ็บปวดของคนผู้นั้น เธอมีความตั้งใจติดต่อสื่อสารกับคนผู้นั้นจริง ๆ เพียงลำพังเท่านี้ก็ช่วยปลดเปลื้องความทุกข์บางส่วนของคน ๆ นั้นลงได้

     เพียงแค่ความคิด การกระทำ หรือคำพูดแสดงความเห็นใจ ย่อมสามารถช่วยบรรเทาความทุกข์ สร้างความเบิกบานให้แก่ผู้คนได้ คำพูดเพียงคำเดียวย่อมสามารถปลอบประโลม สร้างความเชื่อมั่น ขจัดความเคลือบแคลง ช่วยให้เขาหลีกเลี่ยงจากความผิดพลาด ประสานรอยร้าว หรือเปิดประตูไปสู่ความหลุดพ้นได้ เพียงหนึ่งการกระทำอาจสามารถช่วยชีวิตคน หรือทำให้เขาได้ใช้โอกาสนั้นได้อย่างเหมาะสม เพียงหนึ่งความคิดก็สามารถกระทำได้เช่นเดียวกัน เพราะความคิดมักจะนำไปสู่คำพูดและการกระทำเสมอ ถ้าหัวใจเรามีความกรุณา ทุก ๆ ความคิด คำพูดและการกระทำย่อมสามารถก่อให้เกิดปาฏิหาริย์ขึ้นได้

     สมัยที่ยังเป็นเณร ข้าพเจ้าไม่อาจเข้าใจได้ว่า หากโลกเต็มไปด้วยความทุกข์ เหตุใดพระพุทธองค์จึงยังทรงยิ้มแย้มได้งดงามเช่นนั้น ไฉนความทุกข์ทั้งมวลถึงไม่อาจกัดกร่อนพระองค์ลงได้ ต่อมา ข้าพเจ้าจึงค้นพบว่าพระพุทธองค์ทรงมีความเข้าใจ สงบนิ่ง และตั้งมั่น ทำให้ความทุกข์ไม่อาจครอบงำพระองค์ พระองค์สามารถแย้มยิ้มให้กับความทุกข์ได้ก็เพราะรู้วิธีที่จะจัดการและแปรเปลี่ยนมัน เราจำต้องรู้เท่าทันความทุกข์ โดยที่ยังคงความแจ่มแจ้ง ความสงบ และพละกำลังของเราเอาไว้ เพื่อจะได้ช่วยพลิกผันสถานการณ์ที่เกิดขึ้น หากเรามีความกรุณา ก็จะไม่จมจ่อมอยู่ในห้วงสมุทรแห่งหยาดน้ำตา และนั่นก็คือเหตุผลที่ทำให้พระพุทธองค์ทรงแย้มยิ้มได้

"มุทิตา"

     องค์ประกอบที่สามของความรักที่แท้ก็คือ มุทิตา ความรักที่แท้มักจะนำพาความยินดีเบิกบานมาสู่ตัวเราและคนที่เรารักเสมอ แต่ถ้าหากความรักของเรา ไม่อาจนำพาความยินดีเบิกบานมาให้ทั้งเราและเขาได้ก็ย่อมไม่ใช่ความรักที่แท้

     อรรถกถาจารย์ได้อธิบายว่าความสุขนั้น เชื่อมโยงกับร่างกายและจิตใจ ขณะที่มุทิตาเชื่อมโยงกับจิตเป็นสำคัญ ดังตัวอย่างที่มักยกขึ้นมาแสดงว่า ดุจดังคนท่องไปในทะเลทราย เมื่อได้พบเห็นธารน้ำเย็น ย่อมรู้สึกยินดีเบิกบาน และเมื่อได้ดื่มน้ำนั้น ย่อมเป็นสุข ทิฏฐธรรมสุขวิหาร หมายถึง “อยู่อย่างเป็นสุขกับปัจจุบันขณะ” เราจะไม่รีบเร่งไปสู่อนาคตข้างหน้า เพราะรู้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ ณ ปัจจุบันขณะ สิ่งละอันพันละน้อยมากมายสามารถนำพาความยินดีเบิกบานใหญ่หลวงมาสู่เราได้ อย่างเช่นการตระหนักรู้ว่าเรามีดวงตาที่ยังใช้การได้ดี เพียงแต่เราลืมตาขึ้น ก็จะได้เห็นท้องฟ้าสีคราม ดอกไม้สีม่วง ได้เห็นเด็ก ๆ ต้นไม้ รวมทั้งสิ่งอื่น ๆ ที่หลากหลายรูปทรงและสีสัน การอยู่อย่างมีสติจะทำให้เราได้สัมผัสกับสิ่งอันแช่มชื่น และมหัศจรรย์เหล่านี้ ทั้งยังทำให้จิตใจพลอยยินดีเบิกบานตามไปด้วย ความยินดีเบิกบานจึงเจือด้วยความสุข และความสุขก็เจือไปด้วยความยินดีเบิกบาน

     อรรถกถาจารย์บางท่านกล่าวว่า มุทิตา หมายถึง “ความยินดีเบิกบานที่แบ่งปันร่วมกัน” หรือ “ความยินดีเบิกบานอันไม่เห็นแก่ตัว” เป็นความสุขที่เรารู้สึกเมื่อเห็นผู้อื่นเป็นสุข แต่นั่นเป็นความหมายที่จำกัดเกินไป เพราะมันแบ่งแยกระหว่างตัวเองกับผู้อื่น ความหมายที่ลึกซึ้งกว่าของคำว่า มุทิตา ก็คือความยินดีเบิกบานที่เจือไปด้วยความสงบและความพอเพียง เราชื่นบานเมื่อได้เห็นผู้อื่นมีความสุข ขณะเดียวกันตัวเราก็ชื่นบานไปกับความสุขของตนด้วย เราจะยินดีเบิกบานกับผู้อื่นได้อย่างไร หากเรามิได้รู้สึกอย่างนี้กับตนเอง ความยินดีเบิกบานจึงเป็นของทุก ๆ คน

"อุเบกขา"

     องค์ประกอบที่สี่ของความรักที่แท้คือ อุเบกขา อันหมายถึงการไม่ยินดียินร้าย ไม่ยึดมั่นถือมั่น ไม่วินิจฉัย การวางเฉย หรือปล่อยให้เป็นไป ดังเช่นยามเธอปีนขึ้นภูผา ก็จะมองเห็นทุกทิศทาง ไม่ได้ถูกปิดกั้นโดยด้านใดด้านหนึ่ง ถ้าความรักของเธอมีความยึดมั่นถือมั่น ลำเอียงมีอคติหรือผูกติดแล้ว นั่นย่อมไม่ใช่ความรักที่แท้ บางครั้งคนที่ไม่เข้าใจพุทธศาสนาจะคิดว่าอุเบกขาหมายถึงการไม่สนใจไยดี ทว่าการวางเฉยที่แท้ไม่ใช่ความเย็นชา หรือการไม่สนใจไยดี ถ้าเธอมีลูกมากกว่าหนึ่งคน ทุกคนก็ย่อมจะเป็นลูกของเธอ อุเบกขาไม่ได้หมายความถึงการไม่รัก แต่เธอจะรักในแบบที่ลูก ๆ ทุกคนได้รับความรัก โดยปราศจากความลำเอียงจากเธอ

     อุเบกขาย่อมแสดงถึง “สมตชฺญาณ” หรือการรู้แจ้งในความมีตนเสมอ สามารถมองทุกคนได้อย่างเท่าเทียม ไม่มีการแบ่งแยกระหว่างตัวเองกับคนอื่น เมื่อมีความขัดแย้งเกิดขึ้น แม้เราจะรู้สึกกังวลอยู่ลึก ๆ แต่เราก็จะไม่ลำเอียง ยังสามารถที่จะรักและเข้าใจทั้งสองฝ่ายได้ เราจะขจัดความลำเอียงและอคติทั้งหลาย ตลอดจนข้อจำกัดระหว่างตัวเรากับตัวเขาออกไป ตราบใดที่เรามองตัวเองในฐานะของผู้รัก และคนอื่นในฐานะผู้ที่ถูกรัก ตราบใดที่เราประเมินตัวเองสูงกว่าคนอื่น หรือมองตัวเองต่างไปจากผู้อื่นแล้ว ก็ย่อมไม่มีอุเบกขาอย่างแท้จริงเกิดขึ้น เราต้องหลอมตัวเอง “ลงไปในเนื้อหนังของผู้อื่น” แล้วกลายเป็นหนึ่งเดียวกับคนผู้นั้น หากเราปรารถนาที่จะเข้าใจและรักเขาอย่างแท้จริง เช่นนั้นแล้วก็จะไม่มี “ตัวเรา” และ “ตัวเขา”

     หากไม่มีอุเบกขา ความรักของเธออาจเป็นแบบครอบครอง สายลมยามฤดูร้อนอาจแช่มชื่น แต่ถ้าเราพยายามเอามันอัดใส่กระป๋องให้เป็นของเราแล้ว สายลมก็จะไม่มีชีวิต คนที่เรารักก็เช่นเดียวกัน เขาเป็นเหมือนกับเมฆหมอก สายลม ดอกไม้ หากเธอนำไปกักขังใส่ไว้ในกระป๋อง เขาก็จะตาย แต่กระนั้นก็ยังมีคนมากมายกระทำเช่นว่านี้ พวกเขาขโมยเอาสิทธิเสรีภาพของคนที่รักไป กระทั่งเขาสูญเสียความเป็นตัวของตัวเอง พวกเขามีชีวิตอยู่เพื่อสร้างความพอใจให้กับตัวเองและใช้คนที่ตนรักเป็นเครื่องมือเพื่อบรรลุถึงสิ่งนั้น นี่ไม่ใช่ความรักหากแต่เป็นการทำลาย เธอบอกว่ารักเขา แต่ถ้าเธอไม่เข้าใจถึงความปรารถนา ความต้องการ ความยากลำบากของคนที่รักแล้ว เขาก็ย่อมตกอยู่ในกรงขังที่มีชื่อว่าความรัก ความรักที่แท้จะต้องให้ตัวเธอและคนที่เธอรักยังคงมีอิสรภาพ นั่นก็คืออุเบกขา

     ความรักที่แท้จริงนั้น ต้องเจือด้วยความเมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา ความเมตตาที่แท้ก็ต้องมีความรัก กรุณา มุทิตา และอุเบกขา ความกรุณาที่แท้ก็ต้องมีความรัก ความเมตตา มุทิตา และอุเบกขา มุทิตาที่แท้ก็ต้องกอปรไปด้วยความรัก ความเมตตา กรุณา และอุเบกขา ส่วนอุเบกขาที่แท้ก็ต้องมีความรัก ความเมตตา กรุณา และมุทิตาอยู่ร่วมกัน

     ทั้งหมดนี้คือภาวะที่ดำรงอยู่อย่างอิงอาศัยกันของพรหมวิหารสี่ เมื่อพระพุทธองค์ทรงบอกให้พราหมณ์ดำเนินไปบนเส้นทางของพรหมวิหารสี่ ท่านก็ได้ประทานคำสอนที่สำคัญยิ่งแก่พวกเราทุกคนด้วย แต่เราต้องพินิจพิจารณาและปฏิบัติ เพื่อนำพาองค์คุณทั้งสี่แห่งความรักมาสู่ชีวิตตัวเอง รวมถึงชีวิตคนที่เรารักด้วย.

บทความที่ได้รับความนิยม