แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ว.วชิรเมธี แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ว.วชิรเมธี แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2554

ลายแทงแห่งความสุข


ลายแทงแห่งความสุข
โดย พระมหาวุฒิชัย (ว.วชิรเมธี)

1. หากในหัวเธอไม่คิดอิจฉาใคร
 เธอย่อมได้หลับฝันดีทุกราตรีกาล

2. หากในจิตไม่อาฆาตพยาบาทใคร
 เธอย่อมไร้ศัตรูผู้จองเวร

3. หากในใจไม่ผูกโกรธถือโทษใคร
 เธอย่อมได้อารมณ์ดีทุกวี่วัน

4. หากในความคิดเธอไม่คิดทำร้ายใคร
 เธอย่อมได้ความสงบครบวันคืน

5. หากในความหลังเธอไม่ฝังใจเจ็บใคร
 เธอย่อมได้ปัจจุบันอันรื่นรมย์

6. หากในความฝันเธอไม่ต้องการแข่งกับใคร
 เธอย่อมได้ความปลอดโปร่งโสรจสรงใจ

7. หากในความรู้สึกเธอไม่เผลอระลึกถึงอดีต อนาคต
 เธอย่อมมีชีวิตสดสดอยู่ในปัจจุบันอันเปรมปรีดิ์

8. หากในสมองเธอไม่ผยองอยากเป็น "ใคร"
 เธอย่อมได้บรมสุขทุกนาที

(ว.  วชิรเมธี)

วันจันทร์ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2554

ของขวัญอันยั่งยืน



ของขวัญอันยั่งยืน
โดย พระมหาวุฒิชัย (ว.วชิรเมธี)

ใครต่อใครก็คงปรารถนาจะมี “ชีวิตที่ดี” แต่อะไรคือความหมายของการมีชีวิตที่ดี บางทีก็เป็นเรื่องที่ยากจะนิยาม

ใน พุทธศาสนา เรามีวิธีนิยามชีวิตที่ดีอยู่อย่างหนึ่ง นั่นก็คือ การกำหนด “เป้าหมายที่ดี” ให้กับชีวิต เมื่อชีวิตบรรลุถึงเป้าหมายที่ดีนั้นได้แล้ว ก็เท่ากับว่า คนคนหนึ่งได้บรรลุถึง “ชีวิตที่ดี” แล้ว

อะไรคือเป้าหมายของชีวิตที่ดี เพื่อที่จะมีชีวิตที่ดีตามแนวพุทธ

พระพุทธเจ้าตรัสว่า ชีวิตที่ดีต้องมีเป้าหมายอย่างน้อย 1 ระดับด้วยกัน

(1) เป้าหมายของชีวิตที่ดีในปัจจุบัน (ระดับที่เห็นได้ด้วยตา)

(2) เป้าหมายของชีวิตที่ดีในอนาคต (ระดับเลยตาเห็น)

(3) เป้าหมายของชีวิตที่ดีในขั้นสูงสุด (ระดับการมีชีวิตสมบูรณ์)

เป้าหมายของชีวิตที่ดีในปัจจุบัน

องค์ ประกอบของการมีชีวิตที่ดีในปัจจุบัน หมายถึง การมีชีวิตที่ดีในระดับที่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ซึ่งเป็นเรื่องภายนอกทั่วๆ ไปในระดับชีวิตประจำวัน และการมีตัวตนอยู่ในสังคม มี 4 มาตรฐาน คือ

1) มีสุขภาพดี ร่างกายแข็งแรง ไร้โรค อายุยืน

2) มีงาน มีเงิน มีอาชีพสุจริต พึ่งตนได้ในทางเศรษฐกิจ

3) มีสถานภาพดี เป็นที่ยอมรับนับถือในสังคม

4) มีครอบครัวผาสุก ทำวงศ์ตระกูลให้เป็นที่นับถือ

เป้าหมายของชีวิตที่ดีในอนาคต

องค์ ประกอบของการมีชีวิตที่ดีในอนาคต หมายถึง การมีชีวิตที่ดีในระดับที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า หากแต่เป็นเรื่องความเจริญงอกงามภายในของจิตใจ ต้องใช้ปัญญาพิจารณาจึงจะรู้ว่ามีความเจริญพัฒนามากน้อยเพียงไร มี 5 มาตรฐาน คือ

1) มีความอบอุ่นซาบซึ้งใจ ไม่อ้างว้างเลื่อนลอย มีหลักยึดเหนี่ยวใจให้เข้มแข็งด้วยศรัทธา

2) มีความภูมิใจในชีวิตสะอาด ที่ได้ประพฤติแต่การอันดีงามด้วยความสุจริต

3) มีความอิ่มใจในชีวิตมีคุณค่า ที่ได้ทำประโยชน์ตลอดมาด้วยน้ำใจอันเสียสละ

4) มีความแกล้วกล้ามั่นใจ ที่จะแก้ไขปัญหา นำชีวิตและภารกิจไปได้ด้วยปัญญา

5) มีความโล่งจิตมั่นใจ มีทุนประกันภพใหม่ ด้วยได้ทำไว้แต่กรรมที่ดี

เป้าหมายของชีวิตที่ดีในขั้นสูงสุด

องค์ ประกอบของการมีชีวิตที่ดีในขั้นสูงสุด หมายถึง การมีชีวิตที่ดีในระดับที่สามารถอยู่ในโลกได้อย่างมีความสุขทั้งทางกายและ ทางใจ มีภูมิคุ้มกันในการเผชิญชีวิตทั้งในยามปกติและในยามวิกฤตได้อย่างสงบและเป็น ฝ่ายได้กำไรอยู่เสมอ กระทั่งขั้นสูงสุด คือ การมีชีวิตที่เป็นอิสระจากความทุกข์ทั้งปวง สามารถดำเนินชีวิตด้วยปัญญาบริสุทธิ์ มีชีวิตที่สงบสุขอย่างแท้จริง มี 4 มาตรฐาน คือ

1) ถึงถูกโลกธรรมกระทบ ถึงจะพบความผันผวนปรวนแปร ก็ไม่หวั่นไหว มีใจเกษมศานต์มั่นคง

2) ไม่ถูกความยึดติดถือมั่นบีบคั้นจิต ให้ผิดหวังโศกเศร้า มีจิตโล่งโปร่งเบา เป็นอิสระ

3) สดชื่น เบิกบานใจ ไม่ขุ่นมัวเศร้าหมอง ผ่องใส ไร้ทุกข์ มีความสุขที่แท้

4) รู้เท่าทันและทำการตรงเหตุปัจจัย ชีวิตหมดจดสดใสเป็นอยู่ด้วยปัญญา

เป้า หมายของชีวิตที่ดีดังกล่าวมานี้ คือ ดัชนีชี้วัดการมีชีวิตที่ดีของปัจเจกบุคคล ใครปรารถนาจะมีชีวิตที่ดีงามล้ำเลิศ ก็ควรพัฒนาชีวิตตามแนวทางข้างต้นนี้ให้สมบูรณ์ไปทีละขั้น อย่างน้อยที่สุด แม้ยังไม่สามารถพัฒนาไปจนถึงขั้นสูงสุด ก็ควรยกระดับชีวิตให้มีชีวิตที่ดีงามระดับพื้นฐาน 4 ประการเบื้องต้นให้สมบูรณ์เสียก่อน จากนั้นจึงค่อยๆ พัฒนาต่อไปตามลำดับจนกว่าจะถึงขั้นสูงสุดที่สามารถอยู่ในโลก แต่ไม่ถูกโลก “กัด” ได้อย่างรื่นรมย์

ชีวิตที่ดีนั้น เป็น “ของขวัญ” ที่ไม่มีใครสามารถหยิบยื่นให้เราได้ มีก็แต่ตัวเราเท่านั้นจะที่ต้องหยิบยื่นให้แก่ตัวเองด้วยตัวเองและเพื่อตัว เอง

บทความ :ว.วชิรเมธี
จากโพสทูเดย์ ฉบับอังคารที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

ในเวลา – คุณค่าชีวิต



ในเวลา – คุณค่าชีวิต (ว.วชิรเมธี)
โดย พระมหาวุฒิชัย (ว.วชิรเมธี)

คนบางคน ใช้เวลาทั้งชีวิตให้หมดไปกับความโลภ
โดยลืมไปว่า ตัวเองเกิดมาเพื่ออะไร

คนบางคน ใช้เวลาทั้งชีวิตให้หมดไปกับการหาเงิน
โดยลืมไปว่า ตัวเองเกิดมาเพื่ออะไร

คนบางคน ใช้เวลาทั้งชีวิตให้หมดไปกับความแค้น
โดยลืมไปว่า ตัวเองเกิดมาเพื่ออะไร

คนบางคน ใช้เวลาทั้งชีวิตให้หมดไปกับความริษยา
โดยลืมไปว่า ตัวเองเกิดมาเพื่ออะไร

คนบางคน ใช้เวลาทั้งชีวิตให้หมดไปกับความหลังอันหดหู่
โดยลืมไปว่า ตัวเองเกิดมาเพื่ออะไร

คนบางคน ใช้เวลาทั้งชีวิตให้หมดไปกับความรัก
โดยลืมไปว่า ตัวเองเกิดมาเพื่ออะไร

คนบางคน ใช้เวลาทั้งชีวิตให้หมดไปกับกามารมณ์
โดยลืมไปว่า ตัวเองเกิดมาเพื่ออะไร

คนบางคน ใช้เวลาทั้งชีวิตให้หมดไปกับการทำธุรกิจ
โดยลืมไปว่า ตัวเองเกิดมาเพื่ออะไร

คนบางคน ใช้เวลาทั้งชีวิตให้หมดไปกับการบ้าอำนาจ
โดยลืมไปว่า ตัวเองเกิดมาเพื่ออะไร

คนบางคน ใช้เวลาทั้งชีวิตให้หมดไปกับเกียรติยศ
โดยลืมไปว่า ตัวเองเกิดมาเพื่ออะไร

คนบางคน ใช้เวลาทั้งชีวิตให้หมดไปกับอุดมการณ์
โดยลืมไปว่า ตัวเองเกิดมาเพื่ออะไร

คนบางคน ใช้เวลาทั้งชีวิตให้หมดไปกับสุรายาเสพติด
โดยลืมไปว่า ตัวเองเกิดมาเพื่ออะไร

คนบางคน ใช้เวลาทั้งชีวิตให้หมดไปกับอบายมุข
โดยลืมไปว่า ตัวเองเกิดมาเพื่ออะไร

มี คนไม่กี่คน ! ที่ตระหนักรู้ว่า แท้ที่จริงนั้นเรามีเวลาอยู่ในโลกเพียงน้อยนิด, เราเกิดมาทำไม, และเราจะใช้ชีวิตอย่างไรให้เกิดประโยชน์สูงสุดในช่วงเวลาอันแสนสั้น

ไม่ท้อ.. ไม่ทุกข์....



ไม่ท้อ.. ไม่ทุกข์...
โดย พระมหาวุฒิชัย (ว.วชิรเมธี)

คนเราทุกคน..
ในช่วงเวลาที่เกิดความทุกข์..
ไม่สบายใจ..สับสน..วุ่นวาย..กับเรื่องราวต่าง ๆ
กับปัญหาต่าง ๆ ที่ประเดประดังเข้ามาในชีวิต

เพียงมีใคร..คนหนึ่ง..
ที่ไม่ยอมแพ้ต่อปัญหา
อดทนอีกสักนิด..แล้วทุกอย่างจะดีขึ้น..

แต่ก็มีใครอีกหลาย ๆ คน
พอประสบกับปัญหาต่าง ๆ ในชีวิต..
ในรูปแบบแตกต่างกัน..
ก็มักคิดท้อแท้..กลายเป็นท้อถอยไป..
เพียงเพราะไม่มีความอดทน..

ความทุกข์..
มักกลัวคนที่ไม่ยอมแพ้..

ความทุกข์..
มักชอบฝังตัวอยู่กับคนอ่อนแอ..

คนที่ไม่ยอมแพ้
จะเรียนรู้ความทุกข์อย่างเข้าใจ
เพราะคิดว่า..
ความทุกข์ คือ..เพื่อนสนิท..
ที่มาทดลอง..ฝึกให้จิตใจของเราเข้มแข็ง..

แต่สำหรับคนที่ท้อแท้..
เขาจะชอบเรียนรู้..ความสุข..ว่าเป็นอย่างไร
มีลักษณะนิสัยอย่างไร..
พร้อมยินดีที่จะคบหากับความสุขตลอดเวลา..

หารู้ไม่ว่า..
ความสุข..ความสบาย..
คือ..ศัตรูของคนที่ท้อแท้..
เพราะจะให้ความสุขในเบื้องต้น..
แล้วจะให้ความทุกข์ในเบื้องปลาย..

เพราะฉะนั้น..
เราจงมาเรียนรู้วิธีที่จะอยู่กับความสุข-ความทุกข์
ในทุก ๆ เวลาที่เกิดความท้อแท้..กันดีกว่า..

เพื่อนสนิท..
ของคนที่ไม่ท้อแท้..คือ..ความทุกข์
ส่วนเพื่อนจอมปลอม..
ของคนที่ท้อแท้..คือ..ความสุข..

เพราะอะไร ??
เหตุผล..เพราะว่า..

เวลาที่เรามีความสุข..
เราก็มักจะเพลิดเพลิน..หลงใหล..ไปกับความสุข
พอเจอความทุกข์..ก็รู้ไม่เท่าทัน..

แต่สำหรับคนที่ไม่ท้อแท้..
ไม่ว่าจะเจอความทุกข์ในรูปแบบใด
เขาก็พร้อมที่จะเรียนรู้..และอยู่กับมันได้อย่างเข้าใจ..

รู้สุข – รู้ทุกข์
แล้วปล่อยวาง..ไม่ยึดติดในสุข – ทุกข์
เรียนรู้และเข้าใจทั้งสุขและทุกข์

นั่นแหละ..
เราจึงจะเข้าใจถึงความรู้สึกที่ปราศจากสุขและทุกข์
คือ..วาง..ว่างเปล่า..นั่นเอง..

วันอาทิตย์ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2554

นัยอันลึกล้ำของคำ "ขอบคุณ"


นัยอันลึกล้ำของคำ "ขอบคุณ"

ขอบคุณความไม่มี   ที่ทำให้รู้วิธีลุกขึ้นสู้

ขอบคุณความยากจน   ที่ทำให้เป็นคนมุมานะ

ขอบคุณความล้มเหลว   ที่ทำให้เกิดความเชี่ยวชาญ

ขอบคุณความผิดพลาด   ที่ทำให้ฉลาดยิ่งกว่าเดิม

ขอบคุณความริษยา   ที่ทำให้กล้าสร้างสรรค์สิ่งใหม่

ขอบคุณคำวิพากษ์วิจารณ์   ที่ทำให้ผลิบานอย่างไร้ข้อตำหนิ

ขอบคุณความไม่รู้   ที่ทำให้รู้จักครูชื่อประสบการณ์

ขอบคุณความผิดหวัง   ที่ทำให้ตั้งสติเพื่อลุกขึ้นมาใหม่

ขอบคุณศัตรูที่แกร่งกล้า   ที่ทำให้รู้ว่าเรายังไม่ใช่มืออาชีพ

ขอบคุณมหกรรมคอรัปชั่น   ที่ทำให้เราอยากสร้างสรรค์การเมืองใหม่

ขอบคุณความป่วยไข้   ที่ทำให้เราตั้งในดูแลสุขภาพ

ขอบคุณความทุกข์   ที่ทำให้รู้ว่าความสุขมีค่าแค่ไหน

ขอบคุณความพลัดพราก   ที่ทำให้เราสละจากความยึดติดถือมั่น

ขอบคุณเพลิงกิเลส   ที่ทำให้เรามีเหตุอยากถึงพระนิพพาน

ขอบคุณความตาย   ที่ทำให้ฉากสุดท้ายของชีวิตสมบูรณ์แบบ

โดย ท่าน ว.วชิรเมธี

จะดีกว่าไหม?



จะดีกว่าไหม?

ถ้าเปลี่ยน "การสะเดาะห์เคราะห์" เป็น "การคิดเชิงวิเคราะห์"

ถ้าเปลี่ยน "การบูชาราหู"              เป็น "การบูชาคนที่ควรบูชา"

ถ้าเปลี่ยน "การตัดกรรม"              เป็น "การตัดพฤติกรรม"

ถ้าเปลี่ยน "ไม่เชื่ออย่าลบหลู่"      เป็น "ไม่เชื่อต้องศึกษา"

ถ้าเปลี่ยน "ผลประโยชน์"             เป็น "ประโยชน์สุข"

ถ้าเปลี่ยน "ชื่อ-นามสกุล"             เป็น "การเปลี่ยนวิธีคิด

ถ้าเปลี่ยน "คำด่า"                        เป็น "คำแนะนำ"

ถ้าเปลี่ยน "เก่งแต่โกง"                 เป็น "เก่งแต่ดี"

ถ้าเปลี่ยน "อยากรู้"                       เป็น "อยากเรียนรู้"

ถ้าเปลี่ยน "ความทุกข์"                 เป็น "ความสุข

ถ้าเปลี่ยน "ริษยา"                         เป็น "มุทิตา"

ถ้าเปลี่ยน "อุปสรรค"                    เป็น "อุปกรณ์"

คำสอนดีๆ จาก ท่าน ว. วชิรเมธี

คิดบวก ชีวิตบวก Positive thinking , Positive life


คิดบวก ชีวิตบวก Positive thinking , Positive life แง่คิดดีๆ ของ ท่าน ว. วชิรเมธี

เวลาเจองานหนัก ให้บอกตัวเองว่า
นี่คือโอกาสใน การเตรียมพร้อมสู่ความเป็นมืออาชีพ

เวลาเจอปัญหาซับซ้อน ให้บอกตัวเองว่า
นี่คือบทเรียนที่จะสร้างปัญญาได้ อย่างวิเศษ

เวลา เจอความทุกข์หนัก ให้บอกตัวเองว่า
นี่คือแบบฝึกหัดที่จะช่วยให้เกิด ทักษะในการดำเนินชีวิต

เวลาเจอนายจอมละเมียด ให้บอกตัวเองว่า
นี่ คือการฝึกตนให้เป็นคนสมบูรณ์แบบ (Perfectionist)

เวลาเจอคำตำหนิ ให้บอกตัวเองว่า
นี่คือการชี้ขุมทรัพย์มหาสมบัติ

เวลาเจอคำ นินทา ให้บอกตัวเองว่า
นี่คือการสะท้อนว่าเรายังคงเป็นคนที่มี ความหมาย

เวลา เจอความผิดหวัง ให้บอกตัวเองว่า
นี่คือวิธีที่ธรรมชาติกำลังสร้าง ภูมิ คุ้มกันให้กับชีวิต

เวลาเจอความป่วยไข้ ให้บอกตัวเองว่า
นี่คือ การเตือนให้เห็นคุณค่าของการรักษาสุขภาพให้ดี

เวลาเจอความพลัดพราก ให้บอกตัวเองว่า
นี่คือบทเรียนของการรู้จักหยัดยืน ด้วยขาตัวเอง

เวลา เจอลูกหัวดื้อ ให้บอกตัวเองว่า
นี่คือโอกาสทองของการพิสูจน์ความ เป็นพ่อ แม่ที่แท้จริง

เวลาเจอแฟนทิ้ง ให้บอกตัวเองว่า
นี่คือความเป็น อนิจจังที่ทุกชีวิตมีโอกาสพานพบ

เวลาเจอคนที่ใช่แต่เขามีคู่แล้ว ให้บอกตัวเองว่า
นี่คือประจักษ์พยานว่า ไม่มีใครได้ทุกอย่างดั่งใจหวัง

เวลา เจอภาวะหลุดจากอำนาจ ให้บอกตัวเองว่า
นี่คือความอนัตตาของชีวิต และสรรพ สิ่ง

เวลาเจอคนกลิ้งกะล่อน ให้บอกตัวเองว่า
นี่คืออุทาหรณ์ของ ชีวิตที่ไม่น่าเจริญรอยตาม

เวลาเจอคนเลว ให้บอกตัวเองว่า
นี่ คือตัวอย่างของชีวิตที่ไม่พึงประสงค์

เวลาเจออุบัติเหตุ ให้บอกตัวเองว่า
นี่คือคำเตือนว่าจงอย่าประมาทซ้ำอีก เป็นอันขาด

เวลา เจอศัตรูคอยกลั่นแกล้ง ให้บอกตัวเองว่า
นี่คือบททดสอบว่าที่ว่า “มารไม่มีบารมีไม่เกิด”

เวลาเจอวิกฤต ให้บอกตัวเองว่า
นี่คือบท พิสูจน์สัจธรรม “ในวิกฤตย่อมมีโอกาส”

เวลาเจอความจน ให้บอกตัวเองว่า
นี่คือวิธีที่ธรรมชาติเปิดโอกาสให้เราได้ ต่อสู้ชีวิต

เวลา เจอความตาย ให้บอกตัวเองว่า
นี่คือฉากสุดท้ายที่จะทำให้ชีวิตมีความ สมบูรณ์

โดย ท่าน ว. วชิรเมธี

โปรด....อย่าลืม !


โปรด....อย่าลืม !  ท่าน ว. วชิรเมธี ได้เตือนสติพวกเรา ว่าจงอย่างลืม สิ่งต่อไปนี้ มันจะทำให้เรามีสติ และรู้ทันทุกข์

อย่าลืม  ว่าเราเกิดมาเป็นคนได้นั้นแสนยาก
อย่าลืม  ว่าเรามีอายุแสนสั้น
อย่าลืม  ว่าพ่อแม่ไม่ได้อยู่กับเราไป ตลอด
อย่าลืม  ว่าเรามิได้อยู่คนเดียวในโลก
อย่าลืม  ว่าชีวิตของเราขึ้นอยู่กับ บุคคลอื่นอยู่เสมอ
อย่าลืม  ว่าชีวิตนี้มิใช่ " ของเรา "
อย่าลืม  ว่าชีวิตเป็นสิ่งไม่ เที่ยง (อนิตจัง)
อย่าลืม  ว่าชีวิตเป็นทุกข์ (ทุกขัง)
อย่าลืม  ว่าชีวิตมิใช่ของของเรา (อนัตตา)
อย่าลืม  ว่าวันหนึ่งเราจะแก่
อย่าลืม  ว่าวันหนึ่งเราจะเจ็บ
อย่าลืม  ว่าวันหนึ่งเราจะตาย
อย่าลืม  ว่าวันหนึ่งเราจะพลัดพราก
อย่าลืม  ว่าเรามีกรรมเป็นสมบัติของตน
อย่าลืม  ว่าสรรพสิ่งเป็นไปตามเหตุ ปัจจัย
อย่าลืม  ว่าตนต้องเป็นที่ พึ่งของตน
อย่าลืม  ว่าสันติสุขส่วนบุคคลคือ สันติสากลของโลก
อย่าลืม  ว่าเรามีสิทธิ์ที่จะไม่ทุกข์ -ไม่โง่
อย่าลืม  ว่าเราสามารถ นิพพาน ที่นี่และเดี๋ยวนี้
อย่าลืม  ว่าเวลาไม่อาจรีไซเคิล

โดย ท่าน ว. วชิรเมธี

วันเสาร์ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2554

เพื่อความสวัสดีแห่งชีวิต



เพื่อความสวัสดีแห่งชีวิต

เพื่อความสวัสดีแห่งชีวิต
สิ่งที่เธอควรมี “สติปัญญา”
สิ่งที่เธอควรแสวงหา “กัลยาณมิตร”
สิ่งที่เธอควรคิด “ความดีงาม”
สิ่งที่เธอควรพยายาม “การศึกษา”
สิ่งที่เธอควรเข้าหา “นักปราชญ์”
สิ่งที่เธอควรฉลาด “การเข้าสังคม”
สิ่งที่เธอควรนิยม “ความซื่อสัตย์”
สิ่งที่เธอควรตัด “อกุศลมูล”
สิ่งที่เธอควรเพิ่มพูน “บุญกุศล”
สิ่งที่เธอควรอดทน “การดูหมิ่น”
สิ่งที่เธอควรยิน “พุทธธรรม”
สิ่งที่เธอควรจดจำ “ผู้มีคุณ”
สิ่งที่เธอควรเทิดทูน “สถาบันกษัตริย์”
สิ่งที่เธอควรขจัด “ความเห็นแก่ตัว”
สิ่งที่เธอควรเลิกเมามัว “การพนัน”
สิ่งที่เธอควรสร้างสรรค์ “สัมมาชีพ”
สิ่งที่เธอควรเร่งรีบ “การแทนคุณบุพการี”
สิ่งที่เธอควรปฏิบัติทันที “ทำวันนี้ให้ดีที่สุด

โดย ท่าน ว.วชิรเมธี

ขืนทำ.....จะช้ำใจ



ขืนทำ.....จะช้ำใจ

อย่าทำงานจนป่วยตาย
อย่าหลงเสน่ห์อบายมุข
อย่ามีความสุขที่ผิดศีลธรรม
อย่าจำแต่เรื่องเลวร้าย

อย่าสบายจนเคยตัว
อย่ากลัวที่จะก้าวไปข้างหน้า
อย่าบ้าฟังคนสอพลอ
อย่ารอให้พระเจ้ามาช่วย

อย่ารวยบนความฉ้อฉล
อย่าเป็นคนเห็นแก่ได้
อย่าใช้คนไม่เหมาะกับงาน
อย่าปากหวานจนเสียระบบ

อย่าคบคนมองโลกในแง่ร้าย
อย่าขายศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์
อย่าเป็นชาวพุทธแต่พึ่งไสย
อย่าสนใจแต่เรื่องของตนเอง

อย่าเก่งอยู่คนเดียว
อย่าเที่ยวเกินขอบเขต
อย่าใช้พระเดชจนลืมพระคุณ
อย่าพึ่งใบบุญคนอื่นตลอดกาล

อย่าชำนาญในเรื่องชั่วชั่ว
อย่าเมามัว กิน กาม เกียรติ
อย่าเกลียดคนที่คิดแตกต่าง
อย่าปลูกต้นกร่างต้นไทร

อย่าลืมใครผู้เคยทำคุณ
อย่าสนับสนุนคนพาล
อย่าให้ทานกับคนไม่เห็นคุณค่า
อย่ายกเงินตราขึ้นเป็นพระเจ้า

โดย ท่าน ว.วชิรเมธี

ความรู้.. ที่ท่านอาจยังไม่รู้



ความรู้.. ที่ท่านอาจยังไม่รู้

1. รู้รอบตัวมากมาย แต่ไม่รู้ดีรู้ชั่วก็เสื่อม

2. รู้เว้นงู เว้นเสือ เว้นมีด เว้นปืน แต่ไม่รู้เว้นอบายมุขก็เสื่อม

3. รู้ภาษาต่างประเทศแต่ไม่รู้คุณค่าภาษาไทยก็เสื่อม

4. รู้ตอบคำถามแต่ไม่รู้ตอบคุณแผ่นดินก็เสื่อม

5. รู้ที่กินที่เที่ยว แต่ไม่รู้ที่ต่ำที่สูงก็เสื่อม

6. รู้วัน เดือน ปีเกิด แต่ไม่รู้กาลเทศะก็เสื่อม

7. รู้พยากรณ์อากาศ แต่ไม่รู้ว่าชีวิตมีขึ้นมีลงก็เสื่อม

8. รู้จักรวาลวิทยานภากาศ แต่ไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำก็เสื่อม

9. รู้จักคนมากมายหลายวงการ แต่ไม่รู้จักตนเองก็เสื่อม

10. รู้จักบริหารคน บริหารงาน แต่ไม่รู้จักวิธีบริหารใจก็เสื่อม

11. รู้จักวิธีหาเงินมากมาย แต่ไม่รู้วิธีบริหารเงินก็เสื่อม

12. รู้จักสร้างตึกสูงนับร้อยชั้น แต่ไม่รู้วิธีฝึกใจให้สูงก็เสื่อม

13. รู้จักโกรธ แต่ไม่รู้จักให้อภัยก็เสื่อม

14. รู้จักกติกามารยาท แต่ไม่รู้จักกฏแห่งกรรมก็เสื่อม

15. รู้จักสวมนาฬิกาแพงๆ แต่ไม่รู้จักคุณค่าของเวลาก็เสื่อม

16. รู้จักการเข้าสังคม แต่ไม่รู้จักการเข้าหาสังฆะก็เสื่อม

17. รู้เรียนเอาปริญญาสูงๆ แต่ไม่รู้จักยกพฤติกรรมให้สูงก็เสื่อม

18. รู้ที่จะมีลูก แต่ไม่รู้จักเลี้ยงลูกก็เสื่อม

19. รู้ที่จะรัก แต่ไม่รู้จักรับผิดชอบก็เสื่อม

20. รู้ที่จะดู แต่ไม่รู้ที่จักเห็นก็เสื่อม

21. รู้ที่จะนับถือ แต่ไม่รู้ที่จะนับถืออย่างไรก็เสื่อม

22. รู้ที่จะพูด แต่ไม่รู้จักศิลปะการพูดก็เสื่อม

23. รู้ที่จะสวมหัวโขน แต่ไม่รู้ที่จะถอดก็เสื่อม

24. รู้ว่าวันหนึ่งจะต้องตาย แต่ไม่รู้วิธีเตรียมตัวตายก็เสื่อม

25. รู้คุณของเงินทอง แต่ไม่รู้คุณพ่อคุณแม่ก็เสื่อม

โดย ท่าน ว.วชิรเมธี

พร 4 ข้อ โดยท่าน ว.วชิรเมธี



การบรรยายธรรมะโดยท่าน ว.วชิรเมธี ท่านได้ให้พร 4 ข้อ ดังนี้

1. อย่าเป็นนักจับผิด

คนที่คอยจับผิดคนอื่น แสดงว่า หลงตัวเองว่าเป็นคนดีกว่าคนอื่น ไม่เห็นข้อบกพร่องของตนเอง 'กิเลสฟูท่วมหัว ยังไม่รู้จักตัวอีก'  คนที่ชอบจับผิด จิตใจจะหม่นหมอง ไม่มีโอกาส 'จิตประภัสสร' ฉะนั้น จงมองคน มองโลกในแง่ดี ' แม้ในสิ่งที่เป็นทุกข์ ถ้ามองเป็น ก็เป็นสุข '


2. อย่ามัวแต่คิดริษยา

'แข่งกันดี ไม่ดีสักคน  ผลัดกันดี ได้ดีทุกคน'
คนเราต้องมี พรหมวิหาร 4 คือ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา
คน ที่เราริษยาเป็นการส่วนตัว มีชื่อว่า 'เจ้ากรรมนายเวร'  ถ้าเขาสุข เราจะทุกข์ ฉะนั้น เราต้องถอดถอนความริษยาออกจากใจเรา เพราะไฟริษยา เป็น 'ไฟสุมขอน' (ไฟเย็น) เราริษยา 1 คน เราก็มีทุกข์ 1 ก้อน
เราสามารถถอดถอนความริษยาออกจากใจเราโดยใช้วิธี 'แผ่เมตตา' หรือ ซื้อโคมลอยมา แล้วเขียนชื่อคนที่เราริษยา แล้วปล่อยให้ลอยไป


3. อย่าเสียเวลากับความหลัง

90% ของคนที่ทุกข์ เกิดจากการย้ำคิดย้ำทำ 'ปล่อยไม่ลง ปลงไม่เป็น'
มนุษย์ที่สลัดความหลังไม่ออก เหมือนมนุษย์ที่เดินขึ้นเขาพร้อมแบกเครื่องภาระต่างๆ ไว้ที่หลังขึ้นไปด้วย
ความทุกข์ที่เกิดขึ้นแล้ว จงปล่อยมันซะ 'อย่าปล่อยให้คมมีดแห่งอดีตมากรีดปัจจุบัน '
'อยู่กับปัจจุบันให้เป็น '  ให้กายอยู่กับจิต จิตอยู่กับกาย คือมี 'สติ' กำกับตลอดเวลา


4. อย่าพังเพราะไม่รู้จักพอ

'ตัณหา 'ที่มีปัญหา คือ ความโลภ ความอยากที่เกินพอดี เหมือนทะเลไม่เคยอิ่มด้วยน้ำ ไฟไม่เคยอิ่มด้วยเชื้อ  ธรรมชาติของตัณหา คือ 'ยิ่งเติมยิ่งไม่เต็ม' ทุกอย่างต้องดู ' คุณค่าที่แท้จริง ' ไม่ใช่ คุณค่าเทียม เช่น 
คุณค่าที่แท้ของนาฬิกาคืออะไร ? คือไว้ดูเวลาไม่ใช่ใส่เพื่อความโก้หรู
คุณค่าที่แท้ของโทรศัพท์มือถือคืออะไร ? คือไว้สื่อสาร แต่องค์ประกอบอื่นๆ ที่เสริมมาไม่ใช่คุณค่าที่แท้จริงของโทรศัพท์
เราต้องถามตัวเองว่า 'เกิดมาทำไม' คุณค่าที่แท้จริงของการเกิดมาเป็นมนุษย์อยู่ตรงไหน ตามหา ' แก่น ' ของชีวิตให้เจอ
คำว่า 'พอดี'  คือ ถ้า 'พอ' แล้วจะ 'ดี'    รู้จัก 'พอ' จะมีชีวิตอย่างมีความสุข'

บทความที่ได้รับความนิยม